

สรุปข่าว
นักลงทุนหรือแม้แต่มนุษย์เงินเดือนคงจะกังวลไม่น้อย เมื่อในปีนี้กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF จะเป็นปีสุดท้ายของการให้สิทธิลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF หลังจากเมื่อสามปีก่อน ได้มีการต่ออายุโดยเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้ต้องถือครองยาวขึ้น จาก 5 ปี เป็น 7 ปี มาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งขณะนี้ บรรดาสถาบันจัดการกองทุนต่างๆก็ทยอยประกาศ หรือเร่งจัดโปรโมชั่นเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเร่งซื้อกองทุน LTF ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้กันแล้ว
สภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้ระบุตัวเลขเงินลงทุนใน LTF ปัจจุบันมีตัวเลขสูงเกือบ 4 แสนล้านบาท โดยในแต่ละปีจะมีเม็ดเงินก้อนใหม่เข้ามาลงทุนใน LTF ประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท จึงทำให้เกิดความกังวลว่า หากเลิก LTF ไปแล้ว เงินจำนวนนี้จะหายออกไปจากตลาดหุ้น
เร่งจัดทำกองทุนรูปแบบใหม่ ทดแทน LTF
โดยหลักๆแล้ว การประกาศยกเลิกกองทุน LTF รัฐบาลต้องการให้เกิดความเท่าเทียมกัน เพราะที่ผ่านมากลุ่มคนที่ลงทุนในกองทุน คือกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลาง-สูง ถึงระดับสูง ที่ต้องการนำไปลดหย่อนภาษีจากรายได้จำนวนมากทั้งปี ในขณะที่ผู้มีรายได้ต่ำ-ปานกลางได้ประโยชน์น้อยกว่ามาก ขณะเดียวกันยังทำให้รัฐเสียรายได้ และเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังก็เตรียมจะจัดทำกองทุนรูปแบบใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการลดหย่อนภาษีให้กับประชาชน
กองทุนใหม่ รูปแบบคล้าย RMF
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยเพิ่มเติม เกี่ยวกับแนวทางกองทุนรวม LTF ใหม่ ว่าจะมีลักษณะคล้ายกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) คือ จะมีระยะเวลาการออมที่ยาว โดยอาจจะกำหนดอายุการลงทุนในระยะเวลา 10-15 ปี เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาออมมากขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากกองทุน LTF ในปัจจุบัน ที่กำหนดระยะเวลาการออมที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทาง ภาษี 7 ปี แต่ก็จะไม่ยาวเหมือนกองทุน RMF ที่ถอนเงินได้เมื่ออายุ 55 ปี เพราะถ้าออมระยะยาวมากจนเกินไปจะไม่จูงใจให้คนรุ่นใหม่ให้ร่วมออม ส่วนวงเงินลงทุนที่จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น กำหนดว่า จะมีวงเงินลงทุนเมื่อรวมกันกับการลงทุนในกองทุน RMF จะต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี หรือไม่เกิน 30% ของรายได้ ขณะที่ด้านหลักการของการนำเงินออมดังกล่าวไปลงทุนนั้น จะไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องนำไปลงทุน ในหุ้นที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศตามแนวคิดเดิม ดังนั้น เงินออมดังกล่าวจะสามารถนำไปลงทุนในหุ้นหรือผลิตภัณฑ์การเงินที่สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและแก่ผู้ลงทุนได้ โดยข้อเสนอต่างๆกระทรวงการคลังจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบภายในสิ้นปีนี้
รัฐบาลควรคงมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้คนออมเงินระยะยาว

แม้กองทุน LTF จะถูกยกเลิกสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีไป แต่เรายังมีสิทธิ์อื่นๆในการลดหย่อนภาษีอยู่ เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ที่ยังสามารถใช้ได้ กรณีการออมเงินระยะยาว หรือต้องการเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ หรือ การซื้อประกันชีวิต ที่นอกจากเป็นการออมแล้วแถมยังได้รับความคุ้มครองด้วย รวมไปถึงการออมเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งปัจจุบันสถานประกอบการใหญ่ๆ หรือบริษัท จำกัด (มหาชน) มีให้สำหรับลูกจ้าง
เมื่อออมแล้ว ลดหย่อนได้แค่ไหน
หลายคนอาจจะมีคำถามว่า ออมเงินแต่ละอย่างสามารถลดหย่อนภาษีได้แค่ไหน ลดหย่อนได้จริงหรือไม่ ระหว่างยังรอความชัดเจนจากภาครัฐเกี่ยวกับกองทุนรูปแบบใหม่ โดยนอกจากการลดหย่อนกลุ่มรายได้ส่วนตัว ที่จะสามารถหักลดหย่อนได้ทันที ก็จะมีการออมหรือรายการใช้จ่ายอื่นๆที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีด้วยได้ ยกตัวอย่างเช่น
- การออมในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ที่ปัจจุบันยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้นั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการออมเงินในระยะยาวๆ หรือต้องการเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ ซึ่งค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท เช่น ถ้าเรามีรายได้ 1 ล้านบาทต่อปี ให้นำ 1 ล้านบาท คูณ 15% แสดงว่าซื้อได้สูงสุด 150,000 บาท เป็นต้น
- ออมเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนที่นายจ้าง และลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาด้วยความสมัครใจ เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินออมเก็บเอาไว้ใช้เมื่อเกษียณอายุ หรือออกจากงาน โดยนอกจากจะได้ออมเงินในแต่ละเดือนแล้ว เรายังได้เงินสบทบจากนายจ้างอีกด้วย คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับเงือนไขของแต่ละบริษัท เช่น บางบริษัทอาจกำหนดตายตัว ว่าจะมีการหักเงินจากรายได้แต่ละเดือนของลูกจ้าง ในอัตรา 7% ของเงินเดือนทุกเดือน และนายจ้างสมทบให้อีก 7% เป็นต้น ซึ่งเงินออมของกองทุนนี้ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ในอัตราไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทด้วย
- ทำประกันชีวิต ถือเป็นการออมในอีกรูปแบบหนึ่งที่หลายคนนิยม นอกจากเป็นการออมแล้วแถมยังได้รับความคุ้มครองด้วย และการซื้อกรมธรรม์ที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะสามารถนำเบี้ยประกันไปหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย โดยจะแบ่งเบี้ยประกันชีวิตไว้ 2 ประเภท คือ ประกันชีวิตแบบทั่วไป สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท และประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
- การบริจาคเงินเพื่อการกุศล เช่น บริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา พัฒนาสังคม และโรงพยาบาลรัฐ นั้น จะได้สิทธิ์หักลดหย่อน 2 เท่าของเงินบริจาคแต่จะไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน ส่วนการบริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน
จะเห็นได้ว่า นอกจากการซื้อกองทุน LTF ก็ยังมีทางเลือกอื่นที่สามารถออมเงินได้และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน เพราะล่าสุดรัฐบาลเองก็ยังไม่ฟันธง ว่าจะให้กองทุนใหม่ออกมาในรูปแบบไหนถึงจะตอบโจทย์มากที่สุด และยังต้องรอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไป แต่หากมีคำถามว่า สรุปแล้ว ปีนี้ยังซื้อ LTF ได้ไหม? ยังซื้อได้ เพียงแต่หากจะซื้อปีนี้จะเป็นปีสุดท้าย ที่รัฐบาลจะให้สิทธิ์นำไปหักลดหย่อนภาษีได้เท่านั้นเอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
-Exclusive Content : "ชิมช้อปใช้"พลาดเฟส1 เฟส2 ต้องห้ามพลาด(มีคลิป)
-Exclusive Content : มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 อะไรดี อะไรโดน
-Exclusive Content : แผนกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ปลดล็อกคนอยากมีบ้าน
เกาะติดข่าวที่นี่
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand
ที่มาข้อมูล : -