
โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรครั้งใหญ่กับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งทรัมป์บอกว่าเป็นการปลดปล่อยสหรัฐฯ การจากการถูกหลายประเทศทั่วโลกเอาเปรียบจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมมานานมาก ซึ่งไม่ได้มีแค่ประเทศที่เป็นคู่แข่งกับสหรัฐฯ อย่างจีนเท่านั้นที่ถูกกล่าวหา แต่ทรัมป์บอกว่า แม้แต่ประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ อย่างแคนาดา อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ก็เอาเปรียบและสูบเลือดสูบเนื้อสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน ซึ่งทรัมป์จะไม่ยอมทนให้สหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบแบบนี้อีกต่อไป
แล้วเรื่องนี้เป็นความจริงมากแค่ไหน ที่ทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบ ในบางส่วน มันก็มีความจริงอยู่บ้าง เพราะหลาย ๆ ประเทศก็ได้รับข้อเสนอที่ใจดีจากสหรัฐฯ ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ เนื่องจากที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นประเทศที่สนับสนุนแนวการค้าเสรี ที่มีแนวคิดลดการเก็บภาษี เพื่อให้ทั่วโลกมีการค้าระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลจากองค์การการค้าโลกระบุว่าในปี 2023 สหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้านำเข้าโดยเฉลี่ยแค่ 2.2% หากเทียบกับสหภาพยุโรปที่เก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7%, จีน 3%, แคนาดา 3.4%, เม็กซิโก 3.9%, เวียดนาม 5.1% และอินเดีย 12% ก็ถือว่าสหรัฐฯ เก็บภาษีน้อยกว่าประเทศอื่นจริง
เพราะเหตุนี้ ที่ผ่านมาสหรัฐฯ จึงได้พึ่งพาการนำเข้าสินค้าหลายอย่างจากต่างประเทศแทนการผลิตสินค้าด้วยตัวเอง เช่น การผลิตชิปประมวลผล อุปกรณ์ไฟฟ้า ยารักษาโรค ขณะที่หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป เอเชีย หรืออเมริกาใต้ กลับตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราที่สูง หากดูตรงนี้ ก็เป็นเรื่องจริงที่สหรัฐฯ ถูกหลายประเทศปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในเรื่องการค้า
แต่ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ อย่าง วิลเลียม ไรนส์ ที่ปรึกษาอาวุโสจากศูนย์กลยุทธ์และศูนย์วิจัยนานาชาติ ก็ยืนยันว่าหลายเรื่องที่ทรัมป์พูดเรื่องสหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบก็เป็นเรื่องที่เกินความเป็นจริงไปมาก

สรุปข่าว
แม้สหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้าโดยรวมในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ หากเทียบกับประเทศอื่น แต่ก็มีสินค้าบางประเภทที่สหรัฐฯ เก็บภาษีในอัตราที่สูง สหรัฐฯ เก็บภาษีรถบรรทุกนำเข้าขนาดเล็กสูงถึง 25% เก็บภาษีบุหรี่จากต่างประเทศสูงถึง 350% และผลิตภัณฑ์อาหารเช่น เนย นม ถั่ว น้ำตาล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สหรัฐฯ พยายามปกป้อง กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเหล็กและอะลูมิเนียม แล้วก็เสื้อผ้า ที่สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าจากต่างประเทศในอัตราที่สูงมาก ซึ่งหากดูโดยรวม ๆ แล้ว พอจะสรุปได้ว่า ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศน้อยกว่าประเทศอื่นจริง แต่ไม่ได้น้อยขนาดนั้น
และจากการประกาศการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันนี้ ที่มีประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงสุด 49% ทำให้สหรัฐฯ กำลังจะกลายเป็นประเทศที่เก็บภาษีประเทศอื่นมากที่สุดไปแล้ว และจะทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรี
ที่สำคัญการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าทั้งหมด โดยไม่มีการแยกแยะว่าสินค้าประเภทไหนที่อเมริกาต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องถดถอย เอ็ด เกรสเซอร์ รองประธานและผู้อำนวยการของสถาบันนโยบายก้าวหน้า สำหรับการค้าแฃละการตลาดโลก บอกว่าปกติแล้ว แต่ละประเทศจะเก็บภาษีสินค้าที่ประเทศตัวเองต้องปกป้องให้สูง ๆ แล้วเก็บภาษีสินค้าที่ตัวเองมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ในอัตราที่ต่ำ ดังนั้นการเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำ จึงไม่ได้แปลว่าเรากำลังถูกเอาเปรียบเสมอไป แต่การเก็บภาษีภาษีต่างประเทศสูงขึ้น เพียงเพราะประเทศนั้นเก็บภาษีเราสูงกว่า ไม่ใช่วิธีคิดที่ดีในแง่มุมของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งการคำนวนภาษีที่สหรัฐฯ จะตั้ง ควรดูจากผลกระทบที่จะเกิดกับสหรัฐฯ มากกว่าเปรียบเทียบว่าประเทศไหนเก็บภาษีเท่าไร แล้วเก็บเพิ่มตามนั้น ซึ่งอาจไม่ได้สะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจในประเทศของตัวเอง

กองบรรณาธิการ TNN