
โอลู โซโนลา หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ของฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) กล่าวในวันพุธ (2 เม.ย.) ว่า อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเป็น 22% จากเพียง 2.5% ในปี 2567 ภายใต้มาตรการภาษีใหม่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้ ซึ่งอัตราภาษีใหม่ดังกล่าวนั้นเคยถูกกำหนดครั้งหลังสุดเมื่อราวปี 2453

สรุปข่าว
โซโนลาระบุว่า นี่เป็นการเปลี่ยนเกม ไม่ใช่แค่สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่รวมถึงเศรษฐกิจโลกด้วย หลายประเทศอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และการคาดการณ์เศรษฐกิจที่เคยมีนั้น อาจใช้ไม่ได้อีก หากอัตราภาษีนี้ยังคงมีอยู่ต่อไปอีกนาน
ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารในวันพุธ (2 เม.ย.) เพื่อประกาศใช้ทั้งมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และมาตรการภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาล (Universal Tariffs) โดยมาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกถูกเรียกเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ
ปธน.ทรัมป์ประกาศว่า จะมีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรพื้นฐานในอัตรา 10% จากทุกประเทศ ในขณะที่จะเก็บภาษีตอบโต้เพิ่มเติมกับคู่ค้าของสหรัฐฯ บางประเทศ ซึ่งรวมถึงจีนที่ถูกเรียกเก็บ 34%, อินเดีย 26%, เกาหลีใต้ 25%, ญี่ปุ่น 24% และสหภาพยุโรป (EU) 20%
ส่วนประเทศในอาเซียนถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ถ้วนหน้าเช่นกัน นำโดยกัมพูชา 49%, ลาว 48% เวียดนาม 46%, เมียนมา 44%, ไทย 36%, อินโดนีเซีย 32%, บรูไน 24%, มาเลเซีย 24% ฟิลิปปินส์ 17% และสิงคโปร์ 10%
ที่มาข้อมูล : ฟิทช์ เรทติ้งส์
ที่มารูปภาพ : TNN

มงคล เกษตรเวทิน