

สรุปข่าว
ธนาคารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า การเคลื่อนไหวสกุลภูมิภาคช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย. ) พบว่าทุกสกุลอ่อนค่า หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดเตรียมปรับ ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และล่าสุดในการประชุมวันที่ 3-4 พ.ค.นี้ตลาดคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.5% และลดขนาดงบดุลอีก 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ต้องดูว่าเฟดมีนโยบายส่งสัญญาณการเงินอย่างไร
ทั้งนี้จากนโยบายการเงินที่ตึงตัวของเฟดส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคนี้อ่อนค่าลง นำโดยดอลลาร์-ไต้หวัน 6.2%วอน-เกาหลีใต้ 6 %ริงกิต-มาเลเซีย 4.3%หยวน -จีน 3.8 % บาท-ไทย 3% รูปี-อินเดีย 2.8%เปโซ-ฟิลิปปินส์ 2.6 % ดอลลาร์-สิงคโปร์ 2.5% รูเปียห์-อินโดนีเซีย 1.7% ดอง-เวียดนาม 0.6%
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงที่เหลือของสัปดาห์คือการประุชุมธนาคารกลางอังกฤษ(บีโออี) การจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ อย่างไรก็ตาม คาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อน
ทะลุ 35 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาส 2 ของปีนี้ เพราะหลังจากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและนักลงทุนหันไปถือครองมากขึ้น
แต่ครึ่งหลังของปีนี้มองว่าเงินบาทอาจกลับแข็งค่าได้ หลังจากที่ตลาดรับรู้ข่าวการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว ส่วนการท่องเที่ยวแม้ว่ารัฐจะเปิดประเทศแต่ยังไม่กลับมาโดยเร็ว เนื่อง จากจีนยังเผชิญกับโควิดและในบางพื้นที่ปิดเมืองเป็นปัจจัยหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นไปอีก ส่วนการค้าระหว่างประเทศไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบเพราะค่าเงินส่วนใหญ่อ่อนค่าเหมือนกันหมด
อย่างไรก็ตาม กรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินสัปดาห์นี้อยู่ที่ 34.15-34.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ผู้ส่งออกและนำเข้าควรป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดการขาดทุน เพราะที่ผ่านมาค่าเงินผันผวนเร็ว
ที่มา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ภาพประกอบ พิกซาเบย์
ที่มาข้อมูล : -