อนาคต ‘อัสซาด’ พักพิงในรัสเซียชั่วนิรันดร์ ?

อนาคต ‘อัสซาด’ พักพิงในรัสเซียชั่วนิรันดร์ ?

สรุปข่าว

ก่อนอัสซาดเข้ารับตำแหน่งในปี 2543 ฮาเฟซ อัล-อัสซาด บิดาผู้ล่วงลับของเขา นั่งตำแหน่งประธานาธิบดีนานถึง 3 ทศวรรษ


ขณะนี้ กบฏที่นำโดยกลุ่มนักรบอิสลามิสต์ “ฮายัต ทาห์รีร์ อัล-ชาม” หรือ เอชทีเอส (Hayat Tahrir al-Sham-HTS) กำลังจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวเพื่อเปลี่ยนผ่านการปกครอง อนาคตของอดีตประธานาธิบดี, ภรรยาและลูก 3 คน ยังไร้ความแน่นอน แต่ตอนนี้ พวกเขากบดานอยู่ในรัสเซีย ซึ่งอนุญาตให้ลี้ภัยได้ แต่พ่อ แม่และลูก ที่ระเห็จออกจากประเทศ จะมีอนาคตเป็นอย่างไรต่อไป ?


เหตุผลที่อัสซาดหลบหนีเข้ารัสเซีย?


รัสเซียถือเป็นพันธมิตรที่อบอุ่นของอัสซาดในช่วงสงครามกลางเมืองในซีเรียและยังมีฐานทัพสำคัญ 2 แห่งในประเทศตะวันออกกลางแห่งนี้ด้วย โดยในปี 2558 รัสเซียปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพื่อสนับสนุนอัสซาด ซึ่งทำให้รัฐบาลพลิกสถานการณ์กลับมากุมความได้เปรียบเหนือกลุ่มกบฏ ขณะที่ กลุ่มตรวจสอบสงครามในซีเรีย ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในสหราชอาณาจักร รายงานว่า มีประชาชนมากกว่า 21,000 ราย ซึ่งรวมถึงพลเรือน 8,700 ราย เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในช่วง 9 ปีต่อมา


อย่างไรก็ตาม เมื่อรัสเซียต้องมุ่งเน้นในการทุ่มสรรพกำลังส่วนใหญ่ไปกับสงครามในยูเครน กลายเป็นจุดอ่อนไม่สามารถช่วยให้รัฐบาลของอัสซาดหยุดการรุกคืบ และการโจมตีสายฟ้าแลบของกลุ่มกบฏได้ ยึดประเทศโค่นอำนาจอัสซาดได้อย่างง่ายดายเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังจากเริ่มปฏิบัติการยึดเมืองช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน


ไม่กี่ชั่วโมงหลังกองกำลังกบฏเข้าควบคุมกรุงดามัสกัส เมืองหลวงซีเรีย มีรายงานทางสื่อของรัสเซียว่า อัสซาดพาครอบครัวหนีไปซุกอุ้งเล็บหมีขาว เดินทางถึงกรุงมอสโก เมืองหลวงรัสเซีย และว่า พวกเขาได้รับอนุญาตให้ลี้ภัย “ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม”


ความสัมพันธ์ของอัสซาดกับรัสเซีย ถือว่าเป็นที่ประจักษ์


การตรวจสอบของ Financial Times ในปี 2562 พบว่า ญาติของอัสซาดได้ซื้ออพาร์ตเมนต์หรูอย่างน้อย 18 แห่งในกรุงมอสโก เพื่อไม่ให้เงินหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่ซีเรียในช่วงเกิดสงครามกลางเมือง ขณะเดียวกัน ฮาเฟซ ลูกชายคนโตของอัสซาด เป็นนักศึกษาปริญญาเอกในกรุงมอสโก ซึ่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเพิ่งรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของฮาเฟซ วัย 22 ปี


ท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายในช่วงสุดสัปดาห์ ทีวีของรัฐบาลรัสเซีย รายงานว่า เจ้าหน้าที่ในกรุงมอสโก กำลังติดต่อพูดคุยกับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย เพื่อรักษาความปลอดภัยฐานทัพและคณะผู้แทนทางการทูตของรัสเซีย


ภรรยาและลูกของอัสซาด ?


อัสซาดแต่งงานกับอัสมา สาวชาวซีเรียเชื้อสายอังกฤษ ถือสองสัญชาติ ซึ่งเกิดและโตในกรุงลอนดอนตะวันตก โดยมีพ่อและแม่เป็นชาวซีเรีย เธอเข้าเรียนจนถึงระดับมหาวิทยาลัยในกรุงลอนดอน ก่อนจะกลายมาเป็นนักการเงินด้านการลงทุน


อัสมาย้ายมาอยู่ซีเรียเต็มตัวในปี 2543 และแต่งงานกับอัสซาด ในช่วงที่อัสซาดสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากบิดา


ดร. เนสริน อัลเรฟาอี นักวิจัยรับเชิญจาก London School of Economics and Political Science (LSE) กล่าวกับ BBC News ว่า อัสมา "ถือหนังสือเดินทางอังกฤษ ดังนั้นเธอจึงสามารถกลับอังกฤษได้" แทนที่จะอยู่ในรัสเซียต่อไป อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ คว่ำบาตร ดร.ฟาวัซ อัล-อัคราส พ่อของเธอ ซึ่งมีรายงานว่าอยู่ในรัสเซียด้วย ทำให้อัสมาอาจต้องพักอยู่ในกรุงมอสโกต่อไปก่อนในตอนนี้ 


ส่วนในรายงานของ Mail Online อ้างคำกล่าวของเพื่อนบ้านที่ระบุว่า พ่อของอัสมา ซึ่งเป็นแพทย์โรคหัวใจ และซาฮาร์ ผู้เป็นแม่ ซึ่งเป็นนักการทูตเกษียณอายุ ต้องการไปที่กรุงมอสโกเพื่อ "ปลอบใจ" ลูกสาวและลูกเขยของพวกเขา


อัสซาดและอัสมา มีลูกด้วยกัน 3 คน คือ ฮาเฟซ นักศึกษาปริญญาเอก, เซน และคาริม


รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประจำปี 2565 ที่ส่งถึงรัฐสภา ระบุว่า ทรัพย์สินสุทธิของตระกูลอัสซาด อยู่ระหว่าง 1,000 ล้านดอลลาร์ (34,139 ล้านบาท) ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ (68,279 ล้านบาท) – แม้ว่ารายงานจะระบุว่า เป็นการยากที่จะประเมินได้ เนื่องจากทรัพย์สินของพวกเขา "เชื่อกันว่ากระจายและซ่อนอยู่ในบัญชีต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งในรูปอสังหาริมทรัพย์, บริษัทต่าง ๆ และแหล่งหลบเลี่ยงภาษีต่างประเทศ"


นอกจากนี้ รายงานระบุว่า บาชาร์และอัสมาได้รักษา "ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับผู้เล่นทางเศรษฐกิจรายใหญ่ที่สุดของซีเรีย โดยใช้บริษัทของพวกเขาฟอกเงินจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมายและโอนเงินเข้าไปยังรัฐบาล" ขณะเดียวกัน อัสมาก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจที่บริหารจัดการวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในซีเรีย และเป็นผู้ตัดสินใจที่สำคัญเกี่ยวกับ “การอุดหนุนด้านอาหารและเชื้อเพลิง, การค้าและสกุลเงิน” ของซีเรีย


อีกทั้ง เธอยังมีอิทธิพลเหนือ Syria Trust for Development ซึ่งเป็นองค์กรที่รับความช่วยเหลือส่วนใหญ่จากต่างประเทศเพื่อการฟื้นฟูในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล


ในปี 2563 ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ขณะนั้น กล่าวหาว่า อัสมา "กลายเป็นผู้หากำไรจากสงครามที่ฉาวโฉ่ที่สุดคนหนึ่งของซีเรีย" ด้วยความช่วยเหลือจากสามีและครอบครัวของเธอ ขณะที่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงเธอว่า เป็น “หัวหน้าธุรกิจของครอบครัว” และเป็น “ผู้มากบารมี” ที่แข่งขันกับรามี มัคลูฟ ลูกพี่ลูกน้องของบาชาร์


เขาเป็นหนึ่งในชายผู้ร่ำรวยที่สุดในซีเรีย และความขัดแย้งในครอบครัวได้กลายเป็นที่ทราบกันดีหลังจากที่เขาโพสต์คลิปวิดีโอเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อตัวเขา


อัสซาดอาจถูกดำเนินคดีหรือไม่?


หลังการล่มสลายของระบอบอัสซาดแล้ว อักเนส คัลลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือองค์การนิรโทษกรรมสากล กลุ่มสิทธิมนุษยชนชื่อดัง กล่าวว่า ชาวซีเรียต้องเผชิญกับสิ่งที่เธอเรียกว่า "การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่น่าสยดสยอง ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานของมนุษย์อย่างนับไม่ถ้วนในระดับกว้าง" ทั้งการโจมตีด้วยอาวุธเคมี, ระเบิดถัง (barrel bomb) และการก่ออาชญากรรมสงครามในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การฆาตกรรม, การทรมาน, การอุ้มหาย และการกำจัด ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”


เธอเรียกร้องให้ประชาคมโลกรับประกันว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยกระทำการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่น ๆ นั้น ต้องถูกสอบสวน และดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรม


อาบู โมฮัมเหม็ด อัล-โจลานี ผู้นำกองกำลังกบฏในซีเรีย กล่าวหลังล้มระบอบอัสซาดว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงในระบอบการปกครองที่ถูกโค่นล้มไม่ว่าหน้าไหนก็ตาม ที่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทรมานนักโทษการเมือง จะต้องถูกเปิดเผยชื่อ เขาบอกด้วยว่า รัฐบาลของเขาที่เรียกว่า รัฐบาลกู้ชาติซีเรีย (Salvation Covernment) จะพยายามลากตัวเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลบหนีไปยังประเทศอื่นกลับมารับโทษในประเทศ


ส่วนในฝรั่งเศส คณะผู้พิพากษาได้ขอออกหมายจับอัสซาด ในข้อหามีส่วนรู้เห็นในการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและก่ออาชญากรรมสงคราม ซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการโจมตีด้วยอาวุธเคมีที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในซีเรียเมื่อปี 2556 ภายใต้กรอบกฎหมายที่มีเขตอำนาจศาลสากล 


กระนั้นก็ตาม รัสเซียไม่ส่งคนสัญชาติตัวเองเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่บุคคลใด ๆ จะถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศ หรือรัฐอื่น เพื่อเผชิญการพิจารณาคดีในข้อหาต้องสงสัยก่ออาชญากรรม และแน่นอน ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่อัสซาด จะออกจากรัสเซียเพื่อไปยังประเทศหนึ่งประเทศใดที่อาจส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปยังซีเรีย หรือประเทศอื่นใดที่อาจตั้งข้อกล่าวหาเขาในคดีอาญา


รัสเซียจึงเป็นสัปปายะสถาน เหมาะสมที่จะเป็นแหล่งพักพิงของอัสซาดอย่างปลอดภัยไปอีกนานปี

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ :

แท็กบทความ

ซีเรียการเมือง
อัสซาด
ลี้ภัย
ล้มรัฐบาล