“สหรัฐฯ” เสี่ยง "เศรษฐกิจถดถอย" ชี้ "ทรัมป์ขึ้นภาษี" ฉุดจีดีพีติดลบ

แม้ "โดนัลด์ ทรัมป์" จะมั่นใจว่านโยบายภาษีของเขา จะทำให้ “ยุคทอง” ของชาวอเมริกันกลับมา แต่การที่จะได้มาซึ่งความหวังดังกล่าว อาจจะต้องแลกกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

"คาร์ล ไวน์เบิร์ก" หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก High Frequency Economics เปิดเผยว่า นโยบายเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" จะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐสูงถึงราวร้อย 10 ในไตรมาส 2 ปีนี้ ซึ่งผลกระทบที่ระดับดังกล่าว จะเพิ่มโอกาสทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย จากการที่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงหดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน

ทั้งนี้ หากอ้างอิงข้อมูลที่เปิดเผยล่าสุด โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา พบว่าแบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญกับการหดตัวถึงร้อยละ 3.7 ในไตรมาสแรกของปีนี้

สรุปข่าว

แม้ "โดนัลด์ ทรัมป์" จะมั่นใจว่านโยบายภาษีของเขา จะทำให้ “ยุคทอง” ของชาวอเมริกันกลับมา แต่การที่จะได้มาซึ่งความหวังดังกล่าว อาจจะต้องแลกกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงอย่างหนัก หลัง "8 ชาติ" สมาชิกโอเปกพลัส ตกลงที่จะเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบรวมกัน 411,000 บาร์เรลต่อวัน

"ไวน์เบิร์ก" คาดการณ์ว่า มาตรการภาษีของทรัมป์จะส่งผลให้รายได้ของภาคครัวเรือนและกำไรของภาคธุรกิจ หายไปราว 741,000 ล้านดอลลาร์ และตัวเลขดังกล่าวจะสูงขึ้นอีก หากรวมถึงผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากแคนาดาและเม็กซิโก นอกจากนี้ เขายังคาดการณ์ด้วยว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จากราคาสินค้าที่พุ่งขึ้นด้วย

และผลจากความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย ยังทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนน,กรกฎาคมและตุลาคม หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลกด้วยการประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariff) ต่อประเทศคู่ค้าเมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา

“ราคาน้ำมันดิบ” ร่วงหนัก “โอเปกพลัส” เพิ่มกำลังการผลิตมากกว่าคาด

เมื่อคืนที่ผ่านมา (3 เม.ย.) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงอย่างหนัก หลัง "8 ชาติ" สมาชิกโอเปกพลัส ตกลงที่จะเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบรวมกัน 411,000 บาร์เรลต่อวันเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการเร่งแผนการปรับเพิ่มกำลังการผลิตให้เร็วขึ้นกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

การประชุมของ "8 ชาติ" สมาชิกของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ซึ่งประกอบด้วย "ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน" เพื่อทบทวนนโยบายการผลิตน้ำมันเมื่อคืนที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติที่เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบรวมกัน 411,000 บาร์เรล/วัน สำหรับการผลิตตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 

แต่อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ของ "โอเปกพลัส" ระบุว่า การปรับเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าว อาจถูกระงับ หรือโอเปกพลัส อาจกลับมาลดกำลังการผลิตลงได้เช่นกัน โดยจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตลาดเป็นหลัก

ทั้งนี้ ตัวเลขกำลังการผลิตน้ำมันดิบรวมกันที่ 411,000 บาร์เรล/วันดังกล่าว ถือว่าสูงกว่าการคาดการณ์ของตลาดก่อนหน้านี้ เนื่องจากโอเปกพลัส เพิ่งจะมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจำนวน 135,000 บาร์เรล/วันสำหรับเดือนเมษายน ตลาดจึงคาดการณ์ว่าโอเปกพลัส จะมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตจำนวนดังกล่าวในเดือนพฤษภาคมด้วย

ขณะที่การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนของตลาดโลก ซึ่งได้รับแรงกดดันจาก การเรียกเก็บภาษีการค้าครั้งใหญ่ต่อประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ ขณะที่ในเดือนเมษายนนี้ กลุ่ม "โอเปกพลัส" จะเริ่มทยอยยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิต 2,200,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจ ที่ดำเนินการแยกจากแผนการผลิตของกลุ่ม "โอเปกพลัส" ที่ยังคงมีมาตรการลดกำลังการผลิต 3,660,000 บาร์เรลต่อวันจนถึงสิ้นปี 2026 

ที่มาข้อมูล : IQ , CNBC

ที่มารูปภาพ : -

avatar

อาทิตย์ คุสิตา