สรุปข่าว
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีการประมินการจัดงานเคานต์ดาวน์ปีใหม่ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยวและร่วมสนุกกับกิจกรรมที่จัดขึ้นในหลาย ๆ จังหวัด
ในกรุงเทพฯ มีเคานต์ดาวน์ใหญ่ระดับโลก ซึ่งพบว่าผู้คนให้ความสนใจมาเที่ยวมาร่วมกิจกรรมกันอย่างเนืองแน่น ส่งผลให้มีการใช้จ่ายในช่วง 5 วันช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่รวม 62,000 บ้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติ 45,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และนักท่องเที่ยวไทย 17,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 30
ปีนี้ ททท. ร่วมกับภาคเอกชน จัดใหญ่เคานต์ดาวน์ในไยอย่างยิ่งใหญ่ มีศิลปินไทยที่โด่งดังระดับโลกมาร่วมกิจกรรมเคานต์ดาวน์ เช่น "ลิซ่า ลาลิสา มโนบาล” มาร่วม เคานต์ดาวน์ ที่ ICONSIAM ส่วนแบมแบม GOT 7 เข้าร่วมงานเคานต์ดาวน์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสามารดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติร่วมกิจกรรมมากกว่าทุกปี
ส่วนที่สหรัฐฯ พบว่า ผู้คนหลายหมื่นคนรวมตัวกันในย่านไทม์สแควร์ ในนครนิวยอร์ก เพื่อร่วมกิจกรรมเคานต์ดาวน์ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บรรยากาศการใช้จ่ายของสหรัฐฯ คึกคักไม่แพ้ไทย และมีการช็อปปิ้งมาตั้งแต่เดือนพ.ย. ตั้งแต่เทศกาล Black Friday
เว็บไซต์อะโดบี อะนาไลติกส์ ซึ่งติดตามสถิติของอีคอมเมิร์ซ เปิดเผยคาดการณ์ยอดขายออนไลน์เนื่องในเทศกาลชอปปิ้ง Black Friday 29 พ.ย. 2567 ว่าสามารถทำยอดขายได้สูงสุดทุบสถิติใหม่ที่ 10,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 3.7 แสนล้านบาท) หรือโตขึ้นกว่าปีก่อน ร้อยละ 8.8
แนวโน้มที่ดีขึ้นของปีนี้ปรากฏให้เห็นชัดตั้งแต่ วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) ซึ่งเป็นวันก่อน Black Friday 1 วัน พบว่าสามารถทำยอดขายออนไลน์สูงสุดทุบสถิติใหม่ 6,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (กว่า 2 แสนล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 จากปีก่อนหน้า
อะโดบี ระบุว่า เทศกาลการในปีที่ผ่านมา ระหว่างช่วงเวลา 10 โมงเช้า ถึงบ่าย 2 ในวันแบล็กฟรายเดย์ ผู้บริโภคสหรัฐฯ ซื้อของกันเฉลี่ยนาทีละ 11.3 ล้านดอลลาร์
สินค้าในกลุ่มของเล่น เป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดของเทศกาลนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่คำนึงเรื่องราคาเป็นหลักจะใช้ช่วงเทศกาลลดราคาครั้งใหญ่ประจำปีอย่างแบล็กฟรายเดย์ซื้อของเล่นหรือของขวัญให้กับเด็ก ทำให้ของเล่นเป็นสินค้าขายดีที่สุดในสัดส่วนร้อยละ 27.8 ตามมาด้วยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 27.4 และโทรทัศน์ร้อยละ 27.2
เมื่อเทียบการเติบโตของยอดขายสินค้าในแต่ละกลุ่มพบว่า ของเล่นมียอดขายในวัน Black Friday เติบโตจากปีก่อนมาก 6 เท่า(622%) ตามมาด้วยกลุ่มจิวเวลรีเครื่องประดับกว่า 5 เท่า (561%) และเครื่องใช้ไฟฟ้ากว่า 4 เท่า (476%)
การลดราคาสินค้า ทำให้ผู้คนหันมาสนใจซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีราคาแพงกันมากขึ้น เมื่อเทียบก่อนฤดูกาลชอปปิ้งที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังพบว่าผู้บริโภคยังหันมาซื้อสินค้าที่อัปเกรดสูงขึ้น (Trading up) ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเกี่ยวกับกีฬา ของใช้ส่วนตัว และของเล่น
สอดคล้องกับการสำรวจของ มาสเตอร์การ์ด (Mastercard) ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตระดับโลก ระบุว่า ยอดค้าปลีกช่วงเทศกาลวันหยุดในสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้แรงหนุนจากการช็อปปิงทางออนไลน์
ผลสำรวจของ มาสเตอร์การ์ด สเปนดิงพัลส์ (Mastercard SpendingPulse) ทำให้เห็นว่า ยอดค้าปลีกซึ่งไม่นับรวมยอดขายรถยนต์ ปรับตัวขึ้น ร้อยละ 3.8 ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. 2567 ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่ยอดค้าปลีกปรับตัวขึ้น ร้อยละ 3.1 และแข็งแกร่งกว่าที่มาสเตอร์การ์ดประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2
การเพิ่มขึ้นของยอดใช้จ่ายทางออนไลน์เป็นปัจจัยหนุนยอดค้าปลีกโดยรวมให้แข็งแกร่งขึ้น โดยยอดขายทางออนไลน์ปรับตัวขึ้นร้อยละ 6.9 เทียบกับยอดขายในร้านค้าที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.9
เมื่อพิจารณายอดขายตามประเภทสินค้าพบว่า ยอดขายเครื่องประดับปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุด โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่ยอดขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 และยอดขายเครื่องแต่งกายปรับตัวขึ้นร้อยละ 3.6
สตีฟ ซาโดฟ ที่ปรึกษาอาวุโสของมาสเตอร์การ์ด เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การใช้จ่ายของชาวอเมริกัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นแม้ราคาสินค้าสูงขึ้นเพราะเงินเฟ้อ ซึ่งการใช้จ่ายในช่วง 5 วันสุดท้ายก่อนวันคริสต์มาสนั้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของยอดการใช้จ่ายทั้งหมดในช่วงวันหยุด
ส่วนที่ญี่ปุ่น แม้จะไม่ได้มีการจัดงานเคานต์ดาวน์ที่ยิ่งใหญ่เหมือนหลายๆ ประเทศ แต่ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยว ไปรวมตัวกันที่ศาลเจ้า เพื่อร่วมตีระฆังต้อนรับปีใหม่ โดยมีประเพณีตีระฆัง 108 ครั้ง เพื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ตามความเชื่อทางศาสนาที่ว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมกับกิเลส 108 ประการ และเมื่อตีระฆังครบ 108 ครั้ง จะช่วยกำจัดกิเลสเหล่านั้นให้หมดไป เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ทำให้ศาลเจ้าตามเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่นจะมีผู้คนไปรวมตัวก่อนช่วงวันสิ้นปีกันอย่างเนื่องแน่น
ที่ไม่น่าเชื่อว่า เทศกาลก่อนวันสิ้นปี เช่น คริสต์มาส สามารถกระตุ้นยอดขายสินค้าในญี่ปุ่นได้ โดยพบว่าคริสต์มาสเป็นวันที่ยอดขายไก่ทอดพุ่งสูงจนกลายเป็นอีกหนึ่งประเพณีประจำชาติญีปุ่น
ABC Timeout รายงานว่า แบรนด์ไก่ทอด KFC มีแคมเปญการตลาด ด้วยการจับคู่ไก่ทอดกับ เค้กสตรอว์เบอร์รี
จุดเริ่มต้นของนี้เกิดขึ้น 50 ปีก่อน จากร้าน KFC สาขาแรกในญี่ปุ่นที่เมืองนาโกย่า ในช่วงเวลานั้น ผู้จัดการร้าน ได้ยินเรื่องเล่าจากชาวต่างชาติที่คิดถึงไก่งวงสำหรับคริสต์มาส จึงนำเสนอปาร์ตี้บัคเก็ต และมีการเปิดตัวแคมเปญนี้ ภายใต้สโลแกน "เคนตักกี้คือคริสต์มาส" แคมเปญนี้ได้รับความนิยมจนกลายเป็นธรรมเนียมประจำเทศกาลของญี่ปุ่นไปแล้ว
ปัจจุบันนี้ น่าจะมีชาวญี่ปุ่นกว่า 3-4 ล้านครอบครัวที่บริโภคไก่ทอดจาก KFCในช่วงคริสต์มาส และลูกค้าจำนวนมากจองบัคเก็ตไก่ล่วงหน้าถึง 4-6 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อคิวซื้อที่ยาวในวันที่ 25 ธันวาคม
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ไก่ทอดได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่น คือความเหมาะสมกับสภาพชีวิตในญี่ปุ่น ซึ่งครัวเรือนส่วนใหญ่ไม่มีเตาอบขนาดใหญ่สำหรับการทำอาหารประเภทไก่งวงหรือเนื้ออบ
นอกจากนี้ ความคล้ายคลึงระหว่างลุงแซนเดอร์สของKFC ที่แต่งตัวเป็นซานตาคลอส ด้วยเครื่องแบบสีแดงยังช่วยสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง KFC กับคริสต์มาสในจินตนาการของผู้คน
นอกเหนือจากไก่ทอดแล้ว เค้กสตรอว์เบอร์รี ถูกยกให้เป็นคริสต์มาสเค้กแบบญี่ปุ่น โดยมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 และได้รับความนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะสีแดงและขาวของเค้กสื่อถึงธงชาติญี่ปุ่น ทำให้ขนมหวานชนิดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประจำชาติญี่ปุ่นไปด้วยเช่นกัน
ในฮ่องกงมีการจัดเคานต์ดาวน์ 2025 ริมอ่าววิคตอเรีย มีไฮไลท์คือ พลุไฟระดับโอลิมปิก ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ดึงดูดทั้งชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาร่วมเฉลิมฉลองค่ำคืนแห่งความสุขพร้อมก้าวสู่ปีใหม่ไปด้วยกัน ส่งผลให้การใช้จ่ายในช่วงสิ้นปีในฮ่องกงสูงขึ้น
ผลสำรวจของบริษัทสินเชื่อชั้นนำในตลาดฮ่องกง TransUnion ระบุว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี ผู้บริโภคฮ่องกง ร้อยละ 33 วางแผนเพิ่มงบประมาณสำหรับการรับประทานอาหารนอกบ้าน การท่องเที่ยว และกิจกรรมสันทนาการ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจำนวน ร้อยละ 41 ยังคงชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้ามูลค่าสูง โดยมีความกังวลหลักจากภาวะเงินเฟ้อ ร้อยละ 57 และความไม่แน่นอนในการจ้างงาน ร้อยละ 54
ผลสำรวจยังทำให้เห็นอีกว่า คนรุ่นมิลเลนเนียลในฮ่องกงเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีอำนาจซื้อสูง เนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรที่ใหญ่จึงมีอำนาจในการซื้ออย่างมาก
ปัจจัยที่ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นมิลเลนเนียลน่าจับตามองและมีอิทธิพล คือการมีความรู้ด้านเทคโนโลยีสูงทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรม /การใส่ใจวิถีชีวิตและสุขภาพ คนรุ่นมิลเลนเนียลมีกำลังซื้อและยอมลงทุนใน อาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และฟิตเนส ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มนี้เป็นที่ต้องการสูงการถูกปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใส่ใจด้านความยั่งยืน ตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสของสินค้าแนวEco- friendly ที่จะเข้าไปทำตลาดในฮ่องกงเพิ่มขึ้น
ที่มาข้อมูล : -