สรุปข่าว
ในปีหน้า รัฐบาลจีนเตรียมปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้มีความผ่อนคลายอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งรับมือสงครามการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม
การปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินดังกล่าวเป็นการปรับสู่นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายครั้งแรกในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2553 โดยจีนเคยใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างเหมาะสมหลังเกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้นโยบายการเงินแบบรอบคอบตั้งแต่ช่วงปลายปี 2553
คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือโปลิตบูโร 24 คน นำโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ส่งสัญญาณจะดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุกมากขึ้นและเร่งปรับนโยบายรับมือภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ธรรมดา โดยจีนจะกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มความต้องการซื้อในประเทศทุกมิติ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนยังให้คำมั่นที่จะรักษาเสถียรภาพในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น รวมทั้งเร่งปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
“ซิง จ้าวเผิง” นักกลยุทธ์อาวุโสจากธนาคาร ANZ กรุ๊ป ระบุว่า ถ้อยแถลงของโปลิตบูโรในลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยระบุถึงการขยายตัวทางการคลังที่แข็งแกร่ง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ และการซื้อสินทรัพย์ แนวนโยบายดังกล่าวยังแสดงถึงความมั่นใจเกี่ยวกับคำขู่ของ “ทรัมป์” ที่ประกาศจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีกร้อยละ 60
ขณะที่เงินหยวนซื้อขายในตลาดต่างประเทศแข็งค่าขึ้นร้อยละ 0.1 เนื่องจากตลาดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนจะกลับมาฟื้นหลังรัฐบาลประกาศมาตรการการเงินและการคลัง
ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณทรงตัวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังทางการออกมาตรการกระตุ้นหลายครั้งตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน แต่ความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการกำแพงภาษีทำให้เสี่ยงกระทบการส่งออกและเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจีน
ที่มาข้อมูล : -