

สรุปข่าว
กระแสความใส่ใจสุขภาพกำลังแพร่หลายไปทั่วโลก และประเทศไทยก็พร้อมจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในด้านนี้ ด้วยการผลักดันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต เห็นได้จากการที่สถานีข่าว TNN16 ได้จัดงานสัมมนา "EMPOWERING THAILAND: ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 2568" ขึ้นที่พารากอน ฮอลล์ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 เพื่อระดมสมองหาแนวทางพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพของไทย
ในงานนี้ ดร.อภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์ นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์และพันธมิตร ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจจาก Global Wellness Institute ชี้ให้เห็นว่าตลาด Wellness ทั่วโลกมีมูลค่ามหาศาลถึง 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 โดยเฉพาะธุรกิจ Wellness Real Estate ที่มีมูลค่า 398,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมอัตราการเติบโตที่น่าจับตามองถึง 22% ต่อปี และการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น 2.5% ต่อปี
ยิ่งหลังจากที่โลกผ่านวิกฤตโควิด-19 ผู้คนก็ยิ่งหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจ Wellness ในบ้านเราเติบโตแบบก้าวกระโดด ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ความงามและผิวพรรณ การฟื้นฟูจิตใจและอารมณ์ การออกกำลังกายและฟิตเนส การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารและโภชนาการ การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ไปจนถึงเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ
แต่การจะพัฒนาธุรกิจ Wellness ในไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนนั้น เรายังมีความท้าทายให้ต้องฝ่าฟัน โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งไทยติดอันดับ 4 ของประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก ดูได้จากตัวเลขที่ว่าคนเพียง 1% ถือครองทรัพย์สินมากกว่า 43.9% ของทรัพย์สินทั้งประเทศ ขณะที่คนส่วนใหญ่กว่า 56.6% มีทรัพย์สินไม่ถึง 3 แสนบาท สะท้อนให้เห็นช่องว่างในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพ
อีกความท้าทายที่สำคัญคือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่ทำให้เราต้องคิดใหม่ในการออกแบบพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการจัดจุดพักในห้างสรรพสินค้าและพื้นที่สาธารณะ หรือการออกแบบตามหลัก Universal Design ที่เอื้อต่อการใช้งานของทุกคน รวมถึงผู้พิการกว่า 4 ล้านคนในประเทศ
ดร.อภิชาติได้เสนอแนวทางการพัฒนา 5 ข้อที่น่าสนใจ เริ่มจากการยอมรับปัญหาอย่างตรงไปตรงมา การวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง การสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน การพัฒนาจุดเด่นของ Wellness แบบไทย และการสร้างประโยชน์ร่วมกันระหว่างธุรกิจและสังคม
แม้ว่าตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาส 2/2567 จะมียอดขายใหม่ลดลง 8.4% แต่ผู้ประกอบการยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการที่ใส่ใจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัย สังเกตได้จากการที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำหลายแห่งหันมาเน้นการพัฒนาโครงการด้านสุขภาพมากขึ้น
การจะผลักดันธุรกิจ Wellness ให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน ทั้ง BOI ที่จะช่วยส่งเสริมการลงทุน กระทรวงพาณิชย์ที่จะยกระดับมาตรฐานสู่สากล กระทรวงการคลังที่จะสนับสนุนด้านภาษีและการเงิน และกระทรวงสาธารณสุขที่จะดูแลมาตรฐานบริการ
"เราตั้งเป้าที่จะยกระดับจาก Wellness Center ธรรมดา ไปสู่การเป็น Thailand Wellness Complex หรือ Village ที่ให้บริการครบวงจร" ดร.อภิชาติกล่าว พร้อมย้ำว่าการผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับมาตรฐานสากลจะช่วยดึงดูดทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มองหาไทยเป็นบ้านหลังที่สอง
การขับเคลื่อนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพนี้ไม่ใช่แค่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน แต่ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในอุตสาหกรรม Wellness ระดับโลก นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม สร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว
ภาพ TNN
เรียบเรียง ยศไกร รัตนบรรเทิง บรรณาธิการ TNN
ที่มาข้อมูล : -