

สรุปข่าว
นายอเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับเบทาโก ลงนามสัญญาการร่วมทุน (Joint Venture Agreement) ธุรกิจขนส่งด่วนแบบควบคุมอุณหภูมิรายแรกในไทย “KERRY COOL” ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท เนื่องจากตลาดมีมูลค่า 40,000 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 5% ของโลจิสติกส์ แนวโน้มเติบโตปีละ 12-15% ขณะที่ผู้เล่นในตลาดยังไม่มากนัก โดยเตรียมงบลงทุนไว้ 1,000 ล้านบาท และวางแผนใน 5 ปีขึ้นแท่นเป็นผู้นำตลาด พร้อมเตรียมระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์
สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส เท่ากับ 60% และเครือเบทาโกรถือหุ้น 40% ดำเนินงานภายใต้ บริษัท เคอรี่เบทาโกร จำกัด เรามุ่งมั่นให้ KERRY COOL อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์บริการขนส่งเย็นเจ้าแรกและดีที่สุดของไทย ซึ่งถือเป็นที่แรกที่ให้บริการขนส่งสินค้าด้วยแพลตฟอร์มการขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Express Delivery Platform)
โดยนำเอาเทคโนโลยีและบริการที่มีคุณภาพระดับโลกอย่างระบบ Advanced technology & signaling system ซึ่งถือเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส ช่วยให้ลูกค้าสามารถติดตามอุณหภูมิของพัสดุตลอดการขนส่ง ไปพร้อมกับการติดตามสถานะการขนส่งได้แบบเรียลไทม์
อีกทั้งยังมีระบบการควบคุมอุณหภูมิภายในรถแบบ Dual Chamber ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ทั้ง 2 แบบ คือ แบบแช่เย็น และแช่แข็ง นอกจากนี้ KERRY COOL ได้นำความเชี่ยวชาญในการเป็นผู้นำธุรกิจจัดส่งพัสดุด้วยโมเดล Hub-and-Spoke ของเคอรี่ เอ็กซ์เพรสมาปรับใช้อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยในการลดต้นทุนและค่าดำเนินการขนส่ง ช่วยประหยัดเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งได้มากขึ้นอีกด้วย
ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย บริษัท คาดว่า “KERRY COOL” จะเป็นผู้นำตลาดและสร้างรายได้ให้กับเคอรี่ เอ็กซ์เพรสกว่า 25% ของรายได้รวมในช่วง 3 – 5 ปีข้างหน้า
นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร กล่าวว่า ธุรกิจ Cold Chain Delivery ของประเทศไทย ในปัจจุบันยังคงเน้นจับกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก ยังไม่สามารถให้บริการผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย และผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง และพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 มีการซื้อสินค้าและอาหาร รวมถึงกลุ่มอาหารสด หรือแช่เย็น แช่แข็ง ผ่านช่องทาง Online เพิ่มขึ้น
ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการอาหารทั้งรายใหญ่ และรายย่อยทั้งหมด ต้องปรับตัวทางธุรกิจโดยให้ความสำคัญเรื่อง Food Delivery มากขึ้น
ที่มาข้อมูล : -