

สรุปข่าว
หุ้นไทยตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค.จนถึงปัจจุบันปรับตัวขึ้นน้อยกว่าหุ้นโลก (Underperform) หลังจากถูกกดดันจากสถานการณ์ระบาดโควิดในประเทศระลอก 3 ทำให้ทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นแกว่งไปตามยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวัน ซึ่งหากตัวเลขผู้ติดเชื้อชะลอตัวจะกระตุ้นตลาดกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ในทางกลับกันหากตัวเลขผู้ติดเชื้อเร่งตัวขึ้นอาจนำไปสู่การยกระดับมาตรการควบคุมโรคเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะกดดันภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ล่าช้าออกไปและเป็น sentiment เชิงลบต่อตลาด
นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากต่างประเทศทั้ง แนวโน้มเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ สหรัฐฯ และบันทึกการประชุมเฟดกระตุ้นแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลงเพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มพลังงาน
ส่วนนักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิต่อเนื่อง เห็นได้จากสถิติข้อมูลการซื้อขายหุ้นไทยตั้งแต่ 1 พ.ค. -21 พ.ค.ที่ผ่านมาพบว่า นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 27,422.10 ล้านบาท สถาบันในประเทศขายสุทธิ 7,835.58 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 3,326.99 ล้านบาทสวนทางกับนักลงทุนทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 38,584.68 ล้านบาท
ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยแวดล้อมทั้งในและนอกประเทศ หากส่องดูหุ้น 10 อันดับยอดนิยมที่นักลงทุนสนใจโดดทุ่มลงทุนมากสุดตั้งแต่ 3 พ.ค.-20 พ.ค.นั้น พบว่า หุ้นน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าเทรดในตลาดฯหมาด ๆ อย่าง TIDLOR มาแรงแซงโค้งไม่ได้ทำให้นักลงทุนผิดหวัง เพราะมูลค่าการซื้อขายครองแชมป์สูงสุด 70,614 ล้านบาท ราคาปิดที่ 42.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 16.44%
ตามติดด้วยหุ้น KBANK มูลค่าการซื้อขาย 41,478 ล้านบาท ราคาปิดที่ 122 บาท ลดลง 7.58% กังวลตั้งสำรองเพิ่ม หลังธปท.ส่งสัญญาณให้แบงก์ขยายเวลายืดหนี้พักหนี้ให้ลูกหนี้ออกไปอีกในช่วงโควิดระบาดรอบใหม่
ส่วนหุ้นที่ร้อนแรงไม่เลิกเห็นจะเป็นหุ้น DELTA หลังจากตลาดหลักทรัพย์ฯเลื่อนใช้เกณฑ์ฟรีโฟลทคำนวณดัชนี เพราะมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมากก็ทำให้นักลงทุนหันกับมาเล่นกันมากจนทำให้มูลค่าการซื้อขายกลับมาคึกคักแตะ 38,693 ล้านบาท ราคาปิดที่ 498 บาท เพิ่มขึ้น 40.68%
ขณะที่ PTT มูลค่าการซื้อขาย 29,313 ล้านบาท ราคาปิดที่ 39 บาท ลดลง 2.5 % เป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงแรง ส่วน CPALL มูลค่าการซื้อขาย 23,836 ล้านบาท ราคาปิดที่ 57.25 บาท ลดลง 8.4 % เนื่องจากราคาหุ้นกำลังได้รับปัจจัยลบ จากการประกาศงบการเงินไตรมาส 1/64 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ด้านหุ้น STGT มูลค่าการซื้อขาย 23,300 ล้านบาท ราคาปิดที่ 46 บาท เพิ่มขึ้น 3.95% มองแนวโน้มกำไรปีนี้เติบโตดี แม้ราคาขายถุงมือยางลดลง
SAWAD มูลค่าการซื้อขาย 22,766 ล้านบาท ราคาปิดที่ 72.75 บาท ลดลง12.61 % เนื่องจากการแข่งขันสูงสินเชื่อจำนำทะเบียน STA มูลค่าการซื้อขาย 20,213 ล้านบาท ราคาปิดที่ 45 บาท ลดลง 4.76% แรงขายทำกำไรหลังจากที่ได้เล่นเก็งกำไรขึ้นไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ในประเด็นกัญชง-กัญชา
ฝั่ง SCC มูลค่าการซื้อขาย 17,868 ล้านบาท ราคาปิดที่ 444 บาท ลดลง 3.9 % จากแรงขายทำกำไร หลังจากกำไรไตรมาส 1/64 โตก้าวกระโดด ปิดท้ายที่ SCGP มูลค่าการซื้อขาย 17,551 ล้านบาท ราคาปิดที่ 56.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.79 % คาดการณ์แนวโน้มกำไรไตรมาส 2 ดี หลังจากโบรกปรับกำไรในปีนี้เพิ่ม
ที่มาข้อมูล : -