

สรุปข่าว
นายนพพร ภัทรรุจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOCON ผู้นำการผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารและบรรจุภัณฑ์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่หลักทรัพย์ของบริษัทฯถูกขึ้นเครื่องหมาย “C” เนื่องจากส่วนผู้ถือหุ้นน้อยกว่า 50% ของทุนชำระแล้ว สำหรับงบการเงินประจำปี 64 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 64 นั้น
ล่าสุดบริษัทฯได้จัดประชุมเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้ที่เกี่ยวข้อง (Public Presentation) เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยได้ชี้แจงสาเหตุเกิดจากการปรับกลยุทธ์ในการบริหารงาน ด้วยการตั้งสำรองค่าเผื่อการด้อยค่าในสินทรัพย์และตั้งสำรองค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในปี64 จากการยกเลิกธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม A&W และ Kitchen Plus ซึ่งเป็นธุรกิจที่ขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้เดือนม.ค. 65 บริษัทฯได้รับเงินเพิ่มทุนจากการใช้สิทธิแปลงสภาพตามใบสำคัญแสดงสิทธิ GLOCON-W4 จำนวน 266.40 ล้านบาท และได้รับเงินเพิ่มทุนจากการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering : RO) จำนวน 381.54 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เพิ่มขึ้นจาก 914.10 ล้านบาท เป็น 1,562.04 ล้านบาท (ยังไม่รวมผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 65 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค.65) หรือคิดเป็นอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นจาก 45.91% เป็น 59% ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมามากกว่า 50% คาดว่าจะปรากฏในงบการเงิน ไตรมาส 1/65
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯได้วางแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพผลการดำเนินงาน ด้วยการผลักดันรายได้เติบโตต่อเนื่องเป็น 3,000 ล้านบาท ในปี 65 และขยับแตะ 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี ( 65- 70) จากแผนการย้ายโรงงานอาหารแช่แข็งไปยังจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่า เบื้องต้นตั้งเป้ายอดขายจำนวน 1,046 ล้านบาท ในปีนี้
รวมถึงแผนย้ายโรงงานผลไม้อบแห้ง ซึ่งมีระบบสาธารณูปโภคที่ดีมีมาตรฐานระดับสากลรองรับการขยายกำลังการผลิตในอนาคตได้อีกกว่าเท่าตัว ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มเป็น 605 ล้านบาท
นอกจากนี้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ยังมีการเติบโตต่อเนื่องคาดรายได้แตะ 742 ล้านบาท จากการเพิ่มปริมาณการใช้ของธุรกิจในเครือ และการขยายฐานลูกค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับธุรกิจเทรดดิ้ง ที่ยังเติบโตต่อเนื่องจากยอดขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งบริษัทฯจะมีการรับรู้รายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหาร ประเภทลูกชิ้นและไส้กรอก ภายใต้แบรนด์ “ลูกชิ้นทิพย์” อีก 550 ล้านบาท ในปีนี้
ขณะเดียวกัน บริษัทฯยังวางแนวทางลดค่าใช้จ่าย ด้วยการปรับปรุงศักยภาพด้านการผลิตให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเพียงพอต่อความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น พร้อมกับควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับประมาณการรายได้ ควบคู่ไปกับการเดินหน้ามองหาโอกาสทางธุรกิจ ด้วยการขยายฐานลูกค้าใหม่ให้มากขึ้น เพิ่มสินค้าให้หลากหลายและตรงต่อความต้องการของลูกค้า รวมถึงการเข้าไปลงทุนในธุรกิจใหม่ (M&A) เพื่อเสริมศักยภาพของกลุ่มธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนสู่ Sustainable Food ตอกย้ำวิสัยทัศน์การก้าวสู่ความเป็น ผู้นำอุตสาหกรรมด้านการผลิตอาหารระดับโลก” ซึ่งจากแผนงานทั้งหมดข้างต้น มั่นใจสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ภายในปี 66
ทั้งนี้ ปัจจุบัน บมจ.โกลบอล คอนซูเมอร์ แบ่งธุรกิจเป็น 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1. ธุรกิจอาหารแปรรูปแช่แข็ง, อาหารกึ่งสำเร็จรูปพร้อมทาน, ลูกชิ้นทิพย์ และผลไม้อบแห้ง สัดส่วน 73%, 2. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทต่างๆ สัดส่วน 24%, 3. ธุรกิจเทรดดิ้ง สัดส่วน 3%
ที่มา บริษัท โกลบอล คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน)
ภาพประกอบ บริษัท โกลบอล คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน)
ที่มาข้อมูล : -