ขุดปมนอมินี “ไชน่า เรลเวย์ฯ” DSI ล่าหุ้นลวงคนไทย

เมื่อชื่อในกระดาษไม่ตรงกับความจริง DSI รื้อโครงสร้างถือหุ้น เปิดปมทุนจีนอำพรางคนไทย ครองงานรัฐ 29 สัญญา


การประชุมลับกลางแจ้งวัฒนะ กับปฏิบัติการขุดลึก “คดีพิเศษ”

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 เมษายน 2568 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เป็นประธานการประชุมคดีพิเศษครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้บริหารและพนักงานสอบสวน DSI เข้าร่วมกว่า 36 ราย เพื่อพิจารณาแนวทางสอบสวนคดีสำคัญ 2 เรื่องใหญ่ คือ คดีอาคาร สตง. ถล่ม และคดีนอมินีของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด


ขุดปมนอมินี “ไชน่า เรลเวย์ฯ” DSI ล่าหุ้นลวงคนไทย

สรุปข่าว

DSI รื้อโครงสร้างกิจการร่วมค้าของ บ.ไชน่า เรลเวย์ฯ พบความเชื่อมโยงนอมินี ถือหุ้นแทนต่างชาติในโครงการรัฐ 29 สัญญา ตรวจสอบ 3 รายชื่อผู้ถือหุ้นไทย ส่อเป็นชื่ออำพราง ลุยขยายผลคดีฟอกเงินและวัสดุก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน

ในบรรยากาศการประชุมที่อัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดและความหวัง พ.ต.อ.ทวี ได้เน้นย้ำว่าทั้งสองกรณีนี้เกี่ยวข้องกับความสูญเสียอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นชีวิตประชาชน หรือความมั่นคงของระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การตรวจสอบจึงต้องเข้มข้น โปร่งใส และอิงข้อเท็จจริงทุกประการ

โครงสร้างที่มองไม่เห็น หุ้นลวงในนามคนไทย? 

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามอง คือ โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ ที่ได้รับสัมปทานก่อสร้างโครงการรัฐมากถึง 29 สัญญา ระหว่างปี 2562–2567 โดยผ่านกิจการร่วมค้ากับนิติบุคคลไทย 11 ราย แต่เมื่อลงลึกกลับพบว่าผู้ถือหุ้นชาวไทยที่มีชื่ออยู่นั้น มีลักษณะต้องสงสัยว่าเป็น “นอมินี” หรือผู้ถือหุ้นอำพราง

รายชื่อ 3 กรรมการที่อยู่ในความสนใจของ DSI ได้แก่

  • นายโสภณ ถือหุ้น 40.7997%
    นายประจวบ  ถือหุ้น 10.2%
    นายมานัส  ถือหุ้น 0.0003%

น่าสงสัยว่าคนเหล่านี้มีสถานะทางการเงินและชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับการถือหุ้นในบริษัทขนาดใหญ่ที่รับงานภาครัฐมูลค่ามหาศาล เช่น นายประจวบ ที่ถูกตามตัวถึงบ้านพักในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งภรรยาให้ข้อมูลว่าเขาเป็นเพียงแรงงานรับจ้างรายวัน มีรายได้น้อย และไม่เคยกล่าวถึงความเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย

ช่องโหว่ “กิจการร่วมค้า” กับอาณานิคมของกฎหมาย

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ทุนต่างชาติลอดรอดเข้าระบบงานรัฐได้ คือ โครงสร้าง "กิจการร่วมค้า" (Joint Venture) ที่ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบการขึ้นทะเบียนโดยตรง แม้กระทรวงพาณิชย์จะควบคุมเรื่องนิติบุคคล แต่ก็ไม่ดูแลกิจการร่วมค้า หากไม่ใช่นิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนกรมสรรพากรก็เพียงแค่ดูเรื่องภาษีเท่านั้น

นี่คือ “สุญญากาศ” ทางกฎหมายที่เปิดทางให้การอำพรางถือหุ้นของต่างชาติเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างเนียนๆ ขณะที่การแบ่งอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ ก็กลายเป็น “อาณานิคมกฎหมาย” ที่ไม่สามารถบูรณาการข้อมูลร่วมกันได้


29 สัญญา ใครได้ ใครเสีย?

DSI พบว่า บริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ มีส่วนร่วมในโครงการของภาครัฐจำนวน 29 สัญญา ระหว่างปี 2562 – 2567 ผ่านโครงสร้าง กิจการร่วมค้า กับนิติบุคคลไทยหลายราย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าการร่วมทุนเหล่านี้มีความโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

ขณะเดียวกัน คณะพนักงานสอบสวนยังได้จัดทำโครงสร้างความสัมพันธ์ของกิจการร่วมค้าเหล่านี้ เพื่อหาความเชื่อมโยงทางผลประโยชน์ และพิจารณาว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือไม่

วัสดุอันตราย และเหล็กไม่ได้มาตรฐาน

อีกหนึ่งประเด็นที่ DSI กำลังขยายผล คือ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด (Xin Ke Yuan) ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้จำหน่ายเหล็กให้กับบริษัทก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับเหตุถล่ม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมพบว่าวัสดุบางรายการไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และยังมีข้อสงสัยเรื่อง “ฝุ่นแดง” ซึ่งอาจโยงกับการออกใบกำกับภาษีปลอม เป็นอีกหนึ่งจุดที่อาจนำไปสู่คดีฟอกเงินหรือทุจริตในเนื้องาน

หุ้นลวงในโครงการจริง ใครรับผิด?

คดีนอมินีของบริษัทไชน่า เรลเวย์ฯ ไม่ใช่แค่เรื่องการจดทะเบียนอำพรางเท่านั้น แต่มันสะท้อนระบบที่เอื้อให้ทุนข้ามชาติแทรกซึมเข้ามาโดยอาศัยชื่อคนไทย บางรายอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองถือหุ้นในบริษัทระดับพันล้าน และเมื่อเกิดปัญหา ความรับผิดชอบกลับกระจายตัวไปในหมอกของระบบราชการที่ไม่เชื่อมโยงกัน

ขณะที่ DSI ต้องเร่งพิสูจน์ความจริง ความหวังของสังคมคือ การค้นพบคำตอบว่า “ใคร” คือเจ้าของตัวจริง และ “ใคร” ควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อการสูญเสียครั้งนี้ ทั้งในเชิงชีวิต ทรัพย์สิน และความเชื่อมั่นของระบบยุติธรรมไทย

เสียงสะท้อนจากฝั่งจีน ย้ำความร่วมมือไทย-จีน แต่ไม่ปกป้องหากทำผิดกฎหมาย

ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีบริษัทจีนมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุอาคารถล่ม ล่าสุด โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีที่บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้าที่รับเหมางานก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ทางสถานทูตจีนระบุว่า จีน-ไทยมีความร่วมมือในโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก และบริษัทจีนส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ปฏิบัติตามกฎหมาย สร้างการจ้างงานจำนวนมาก และมีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

โดยโฆษกสถานทูตชี้แจงว่า เหตุอาคารถล่มเป็นผลจากแผ่นดินไหว และบริษัทในกลุ่มกิจการร่วมค้าได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า การก่อสร้างและการจัดซื้อวัสดุเป็นไปตามข้อกำหนดทางวิศวกรรม และกำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับทางการไทยในการสอบสวน พร้อมย้ำว่า จีนสนับสนุนให้ตรวจสอบผู้กระทำผิดตามกฎหมาย แต่คัดค้านการบิดเบือนข้อเท็จจริงและเหมารวมบริษัทจีนทั้งหมด

การออกมาแสดงจุดยืนในครั้งนี้ของทางการจีน สะท้อนว่า แม้จะเน้นย้ำประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน แต่ก็ เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายไทยตรวจสอบความผิดได้อย่างเสรี ซึ่งถือเป็นจุดสมดุลที่น่าสนใจระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กับหลักนิติธรรมในประเทศ

ที่มาข้อมูล : TNN / DSI

ที่มารูปภาพ : TNN

avatar

ยศไกร รัตนบรรเทิง
เบน

บรรณาธิการออนไลน์