
กลุ่ม Gen Z เสพติดโซเชียล ติดจอเกิน 12 ชั่วโมง รู้ว่าไม่ดี แต่ก็เลิกไม่ได้
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยข้อมูลบทเรียนจากต่างประเทศ ระบุว่า จากผลสำรวจในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 พบว่า Gen Z ใช้งานสมาร์ตโฟนสูงถึงร้อยละ 99.1 และใช้อินเทอร์เน็ตมากถึงร้อยละ 99.0 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าทุกกลุ่มอายุ ใช้อินเทอร์เน็ตวันละ 12 ชั่วโมง 8 นาที ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของทุกกลุ่มวัยที่อยู่ที่ 11 ชั่วโมง 25 นาที
แม้ Gen Z จะใช้โซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่องแม้จะส่งผลด้านลบต่อสุขภาพจิต โดยร้อยละ 53 ของ Gen Z ยอมรับว่าได้รับผลกระทบด้านจิตใจจากการใช้โซเชียลมีเดีย และร้อยละ 58 รู้สึกกดดันจากการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น แม้จะรับรู้ถึงผลกระทบดังกล่าว แต่ร้อยละ 44 กลับพบว่า “การลดหรือเลิกใช้โซเชียลมีเดียนั้นเป็นเรื่องยาก” และร้อยละ 18 ระบุว่า “ยากมาก”

สรุปข่าว
การเสพติดโซเชียลมีเดียในกลุ่ม Gen Z กำลังเป็นปัญหาระดับโลก - ไทยเริ่มขยับตัว
เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง หลายประเทศทั่วโลกจึงเริ่มมีมาตรการควบคุม และ ป้องกันผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดียในหมู่เยาวชน ออสเตรเลียได้ผ่านร่างกฎหมาย Social Media Minimum Age Bill 2024 ที่กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ไว้ที่ 16 ปี ขณะที่อังกฤษมีกฎหมาย The Online Safety Act 2023 ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องมีมาตรการป้องกัน และ จัดการกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย
ส่วนประเทศจีนออกแนวปฏิบัติที่กำหนดเวลาใช้งานอินเทอร์เน็ตของเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน และจำกัดให้เด็กอายุ 16-18 ปี ใช้งานได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ มีร่างกฎหมายที่มุ่งเน้นการปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของเยาวชนที่ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์
สำหรับประเทศไทยนั้น นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาฯ สศช. ระบุว่า การนำมาตรการเหล่านี้มาปรับใช้ตามบริบทของประเทศอาจช่วยลดผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กและเยาวชนได้ โดยเฉพาะในด้านจริยธรรม การเคารพสิทธิของผู้อื่น และการใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังควรให้ความสำคัญกับการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลอาจนำไปสู่อาชญากรรมและความเสียหายทางเศรษฐกิจ
คนไทยเห็นแก่โปรโมชั่น ยอมแลกกับข้อมูลส่วนตัว
รายงานในปี 2566 ระบุว่า การรั่วไหลของข้อมูลสามารถสร้างความเสียหายสูงถึง 16.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งบริษัท และคาดว่าในปี 2567 ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ว่าประเทศไทยยังไม่มีรายงานความเสียหายในระดับเดียวกัน แต่ระหว่างปี 2564-2567 มีสถิติการคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นถึง 2,135 ครั้ง และมีข้อมูลรั่วไหลมากกว่า 26,000 ล้านรายการผ่านหลายช่องทาง
ปัญหาสำคัญคือคนไทยบางส่วนยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างแท้จริง โดยร้อยละ 60 ยินยอมให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษหรือส่วนลดต่างๆ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัวและการโจมตีทางไซเบอร์ได้
แนวทางป้องกันปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียในกลุ่มเยาวชนจึงควรเป็นประเด็นที่ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันในการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับสังคมไทย โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการปกป้องเยาวชนและการเปิดโอกาสให้พวกเขาใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
ที่มาข้อมูล : สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ที่มารูปภาพ : AFP

Chayapha Pak.
(chayapha_pak)