
ในยุคที่มิจฉาชีพออนไลน์แพร่ระบาดและพัฒนากลโกงอย่างต่อเนื่อง แก๊งคอลเซ็นเตอร์และบัญชีม้ากลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินอาชญากรรมทางไซเบอร์ ทำให้รัฐต้องออกมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและปราบปรามพฤติกรรมเหล่านี้ คำถามที่น่าสนใจคือ มาตรการที่มีอยู่สามารถหยุดยั้งปัญหานี้ได้จริงหรือไม่? และมาตรการใดจะมีประสิทธิภาพสูงสุด?
- มาตรการ "ปิดปากม้า" ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) -
หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักที่ถูกนำมาใช้คือมาตรการ "ปิดปากม้า" โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งบังคับให้ทุกสถาบันการเงินห้ามทำธุรกรรมหรือโอนเงินเข้าบัญชีต้องสงสัยเป็นบัญชีม้า พร้อมกับแจ้งเตือนผู้ใช้บริการทางการเงินเพื่อให้ระมัดระวังมากขึ้น มาตรการนี้จะสามารถสกัดบัญชีม้าได้มากน้อยเพียงใด? หรือเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ?
- การออกพระราชกำหนดเพื่อปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี -
รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดเพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ โดยกำหนดให้ธนาคารและค่ายมือถือร่วมชดใช้ค่าเสียหายให้กับเหยื่อ และเพิ่มโทษแก่กลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งกฎหมายนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากกฎหมายของประเทศสิงคโปร์ แม้ว่ามาตรการนี้จะเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ให้บริการ แต่คำถามที่สำคัญคือ พวกเขาจะสามารถรับผิดชอบต่อความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่?
- การระงับบัญชีม้าและซิมม้า การปราบปรามที่มีผลระยะยาว? -
จากข้อมูลล่าสุด มีการระงับบัญชีม้ากว่า 1 ล้านบัญชี และซิมม้ากว่า 2.8 ล้านเลขหมาย แต่คำถามสำคัญคือ การระงับบัญชีเหล่านี้ช่วยป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ได้จริงหรือไม่? หรือเพียงแค่ทำให้มิจฉาชีพเปลี่ยนวิธีการไปใช้ช่องทางใหม่แทน?
- สถิติเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมูลค่าความเสียหายในประเทศไทย -
ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ถึงมิถุนายน 2567 มีคนไทยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากกว่า 575,500 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 65,715 ล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 80 ล้านบาท
เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยทำงานจนถึงผู้สูงอายุ อายุ 30-60 ปีขึ้นไป สูงถึง 248,800 คดี
ในปี 2566 คนไทยได้รับสายโทรเข้าและข้อความ (SMS) หลอกลวงมากถึง 78.8 ล้านครั้ง ซึ่งสูงที่สุดในเอเชีย
โดยเฉลี่ย คนไทย 1 คนได้รับสายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 7.3 สาย และได้รับ SMS อีก 20.3 ข้อความ
ในเดือนเมษายน 2567 มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 110 ล้านบาทต่อวัน จากคดีอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท
ในเดือนมีนาคม 2567 มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 149 ล้านบาทต่อวัน
พบการแอบอ้างหน่วยงานรัฐเพื่อหลอกลวงประชาชนจำนวน 20,937 เคส โดยมีมูลค่าความเสียหายเกือบ 400 ล้านบาท ในรอบสัปดาห์
- ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน: ประสิทธิภาพหรือเพียงแค่ภาพลักษณ์? -
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น ธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และหน่วยงานภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและป้องกันการกระทำผิด แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลยังคงเป็นปัญหาหลัก เพราะข้อมูลต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายหลายขั้นตอน ทำให้การสกัดกั้นและตอบสนองล่าช้า คำถามคือ ความร่วมมือเหล่านี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้หรือไม่? และจะมีวิธีการเร่งรัดให้กระบวนการตรวจสอบรวดเร็วยิ่งขึ้นได้อย่างไร?

สรุปข่าว
- การประชาสัมพันธ์และการแจ้งเบาะแส ประชาชนเป็นเกราะป้องกันตัวเองได้จริงหรือ? -
การแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของรัฐ โดยมีการเปิดช่องทางแจ้งเบาะแส เช่น สายด่วน 1111 และ Line ID: @antifakenewscente แต่คำถามคือ มีประชาชนกี่คนที่ตระหนักถึงความเสี่ยงและใช้ช่องทางเหล่านี้อย่างจริงจัง? และช่องทางการแจ้งเบาะแสมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่?
- มาตรการใหม่ในปี 2568 ความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น -
นางรุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า ธปท.จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบบัญชีม้า โดยมีการแบ่งประเภทบัญชีต้องสงสัยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น บัญชีม้าเทาเข้มและเทาอ่อน ซึ่งจะช่วยให้สามารถปิดกั้นบัญชีม้าได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะสามารถแยกแยะบัญชีม้าที่แท้จริงจากบัญชีผู้บริสุทธิ์ได้อย่างแม่นยำหรือไม่?
- ทางออกที่แท้จริง ปราบปรามหรือป้องกัน? -
ในขณะที่มาตรการต่างๆ มุ่งเน้นไปที่การปราบปรามและสกัดกั้นบัญชีม้า แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การเพิ่มความตระหนักรู้และการให้ความรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์อาจเป็นทางออกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
ในท้ายที่สุด คำถามที่ยังต้องหาคำตอบคือ มาตรการที่รัฐกำลังดำเนินอยู่นั้นจะสามารถยุติวงจรอาชญากรรมไซเบอร์ได้จริงหรือไม่? หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะสามารถปรับตัวและหาช่องทางใหม่ในการดำเนินการต่อไป? การปราบปรามต้องดำเนินต่อไป แต่อย่าลืมว่าการป้องกันที่แข็งแกร่งอาจเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
ที่มาข้อมูล : TNN เรียบเรียง
ที่มารูปภาพ : Freepik