ในวันนี้คนไทยให้ความสนใจกับข่าวการหลอกลวงและการติดหนี้ของดาราสาวท่านหนึ่ง
จากภาพที่เห็นในโลกโซเชี่ยลว่ามีชีวิตที่หรูหรา ความจริงคือทุกสิ่งนั้นที่ปลอมขึ้นมา
เป็นข่าว"ช็อก"สังคม แต่ก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงการใช้ชีวิตในยุคนี้ กับชีวิตที่ดูหรูหราดูแพง ที่หลายคนนิยม "อวด" กันผ่านโลกดิจิทัล
เพราะเป็นอีกหนึ่ง Content หรือเนื้อหาที่ได้รับความนิยม มีเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศมากมายในกลุ่มนี้
แต่ย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง แม้จะไม่มีหนี้ร้อยล้าน แต่ก็อาจเป็นคนที่ "ติดหรู" เช่นกันโดยที่ไม่รู้ตัว
จากงานวิจัย “Unstoppable Luxumer เจาะอินไซต์ หยุดไม่ได้ใจมันลักซ์” วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
พบว่าคนไทย มากถึง 1 ใน 3 มี พฤติกรรมติดหรู
และส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของ "หรูปริ่มน้ำ" ที่รายได้ต่ำ เงินออมน้อย แต่ชอบใช้จ่ายแบบ "ไม่ยั้งคิด"
ถามว่า แล้วคุณหละ? คือ คนติดหรู หรืออยู่ในกลุ่ม Luxumer หรือไม่ ลองเช็คตัวเองตามนี้
1. ซื้อเครื่องดื่มในห้างราคาหลักร้อย
2. รับประทานอาหารมื้อหลักพัน
3. ชอบซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม
4. ซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรือสินค้าแฟชั่น
5. เดินทางสายการบินระดับ Business Class
6. ซื้อรถแบรนด์ยุโรปราคาหลักล้าน
หากตอบว่าใช่ มาวิเคราะห์กันว่าคุณ "ติดหรู" ระดับไหน
สรุปข่าว
ผศ.สุเทพ นิ่มสาย หัวหน้าสาขาการจัดการ และกลยุทธ์การตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
เปิดผลวิจัยหัวข้อ “Unstoppable Luxumer เจาะอินไซต์ หยุดไม่ได้ใจมันลักซ์”
ระบุว่าพฤติกรรมติดหรู หรือว่าสายลักซู ติดลักซ์ ในยุคนี้ เป็นเทรนด์ที่เรียกว่า LUXUMER มาจากคำว่า Luxury + Consumer
หมายถึงคน หรือผู้บริโภคที่ชอบและให้ความสำคัญกับความหรูหราเป็นพิเศษ ราคาไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องได้ซื้อได้ใช้ เพื่อความสุขและภาพลักษณ์ของตัวเอง
โดย Luxumer เทรนด์นี้ มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในบ้านเรา
เพราะปัจจบันนี้คำว่าหรูหราไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าแบรนด์เนม และรถยนต์หรูเท่านั้น
แต่ขยายไปถึงการบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม ของสะสม เครื่องสำอาง และ Wellness
ย้อนกลับไปตลอดห้าปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าตลาดสินค้าลักชัวรี่ (Luxury) ยังเติบโตอย่างน่าสนใจ
ยอดขายสินค้าตัวไหนฮิต ตัวไหนดัง ขายหมดเกลี้ยงและรีเซลราคาสูงลิบ
ตั้งแต่กระเป๋า Celine ไปถึง Pop Mart
หรือแม้กระทั่งร้านอาหาร หรือน้ำปั่นระดับพรีเมียม คนก็ต่อแถวซื้อ
สาเหตุที่ซื้อสินค้าหรู 2 เหตุผล คือ
อยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น แสดงสถานะทางสังคม
อยากแตกต่างและโดดเด่น
นางสาวชุติภา มั่นวาจา หัวหน้าทีมวิจัย และทีมนักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
จากการวิเคราะห์เชิงลึกถึงพฤติกรรม Luxumer พบว่าแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
1.”หรูปริ่มน้ำ” พบมากที่สุดถึง 40% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการบริโภคสินค้าหรูเป็นชีวิตจิตใจชอบซื้อสินค้าที่อยู่ในกระแส
มีรายได้ และเงินออมไม่สูงมากนัก แต่ชอบใช้จ่ายแบบไม่ค่อย ยั้งคิด.
2.”หรูเขียม” พบ 28% เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการบริโภคสินค้าหรูแบบจำกัด มีรายได้ และเงินออมไม่สูง
แต่จะวางแผนประหยัดอดออมเพื่อให้ได้สินค้าหรูมาครอบครอง
กลุ่มนี้มักจะให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร และเครื่องดื่ม โดยเป็นการบริโภคเพื่อให้รางวัล กับตัวเอง
3.”หรูเจียมตัว” พบ 24% เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการบริโภคสินค้าหรูเป็นครั้งคราว มีรายได้
และเงินออมปานกลาง ก่อนตัดสินใจซื้อแต่ละครั้งจะต้องวางแผนทางการเงิน และพิจารณาอย่างรอบคอบ
4.”หรูได้มีสติด้วย” พบ 6% เป็นกลุ่มที่มองหาความคุ้มค่าในการบริโภคสินค้าหรู
มีรายได้สูงและเงินออมมากกว่า 5 ปี แม้จะมีกำลังซื้อสูงแต่ก็ไม่ตัดสินใจซื้อแบบทันทีแต่จะพิจารณาความคุ้มค่า
เช่น การมองหาโปรโมชั่น และสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับสูงสุด
5.”หรูลูกคุณ” พบ 2% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการบริโภคสินค้าหรูได้แบบ ไม่จำกัด
มีเงินออมสูงเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะรำรวย สามารถใช้จ่ายสินค้าหรูหราได้อย่างไม่ต้องกังวล
ส่วนแบรนด์ไหนตรงใจชาว Luxumer ที่สุด
พบว่า ผู้ชายเน้นเทคโนโลยี ผู้หญิงเน้นกินเพื่อเติมความสุข
และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ พบว่าผู้ชายแอบติดหรูมากกว่าผู้หญิงด้วย
สำหรับแบรนด์ที่ผู้ชายกลุ่มติดหรูนิยมซื้อมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่
Apple (กลุ่มอุปกรณ์เทคโนโลยี)
Louis Vuitton (กลุ่มเครื่องแต่งกาย และแฟชัน)
Starbucks (กลุ่มอาหาร และเครื่องดื่ม)
โดยผู้ชายให้เหตุผลการซื้อใช้ของหรูหราว่า รู้สึกเป็น Professional Business man เพราะส่วนใหญ่นักธุรกิจใช้กันเยอะ
สำหรับผู้หญิง แบรนด์ที่นิยมซื้อมากสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
Starbucks (กลุ่มอาหาร และเครื่องดื่ม)
Dior (กลุ่มเครื่องสำอาง/น้ำหอม/สกินแคร์)
Dior (กลุ่มเครื่องแต่งกาย และแฟชั่น)
ส่วนผู้หญิงยังเน้นกินหรู เพราะรู้สึกคุ้มค่าไม่เสียดายเงิน fulfill อิ่มเอมใจ ชาตินี้ต้องกินหลาย ๆ ครั้ง
ดังนั้น สำหรับนักการตลาดหรือผุู้ประกอบการ ก็ต้องหยิบกลยุทธ์ LUXE Strategy มาใช้ด้วยเช่นกัน คือ
Lifestyle (L): การสร้างภาพลักษณ์ที่หรูหรา สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่มีระดับ
Uniqueness (U): การสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และแตกต่าง ไม่ซ้ำใคร ไม่สามารถหาได้จากแบรนด์อื่น
Experience (X): การสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ เหนือระดับ น่าประทับใจให้กับผู้บริโภค
Endorsement (E): การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงหรือผู้ทรงอิทธิพล (Influencer) มาช่วยดึงดูดความสนใจ สร้างความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์
อย่างไรก็ตาม Luxumer คนติดหรู นับเป็นเทรนด์ทางการตลาดที่น่าสนใจ แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจท้าทาย ที่ยังสามารถโตได้สวนกระแสเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเมืองไทยเอง
เพราะราคาไม่ใช่ปัญหาสำหรับตลาดกลุ่มนี้ ถ้าได้ช็อปปิ้ง ได้เปย์ ได้ซื้อความสุข หรือฮีลใจให้กับตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันถ้ามองในแง่สังคม ก็นับว่าเป็นความเปราะบางสำหรับคนที่อาจจะก่อหนี้เพราะใช้จ่ายเกินตัวได้เช่นกัน
ที่มาข้อมูล : งานวิจัย “Unstoppable Luxumer เจาะอินไซต์ หยุดไม่ได้ใจมันลักซ์” วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
ที่มารูปภาพ : Freepik TNN

ทิฆัมพร อยู่กำเหนิด