วันนี้มีหลายประเทศที่คนตกงาน หางานทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่สำหรับ "ประเทศญี่ปุ่น"
ล่าสุด ภาคธุรกิจในญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก โดยเฉพาะภาคบริการ และพนักงานประจำ
ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะปีที่ผ่านมา พบว่า บริษัทญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่ต้อง "ล้มละลาย" จากการหาแรงงานไม่ได้
นี่เป็นความเสี่ยงที่อาจจะกระทบไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจได้
ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีประกาศปรับขึ้นค่าจ้างเฉลี่ยเกิน 5 % เป็นครั้งแรกในรอบ 33 ปี
สื่อของญี่ปุ่น รายงานว่าสมาพันธ์สหภาพแรงงานแห่งประเทศญี่ปุ่น (เร็งโง-RENGO) ซึ่งเป็นกลุ่มสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นมีสมาชิกประมาณ 7 ล้านคน ได้ออกประกาศในวันที่ 14 มีนาคม 2025 ว่า สหภาพแรงงานสามารถต่อรองเพิ่มค่าจ้างสำเร็จโดยเฉลี่ยที่ 5.46% ซึ่งได้ปรับสูงขึ้นกว่าปีก่อน
โดยแต่ละปีญี่ปุ่นจะมีการเจรจาฤดูใบไม้ผลิ หรือที่เรียกว่า "ชุนโต" ซึ่งเป็นการเจรจาไตรภาคีระหว่างสมาพันธ์สหภาพแรงงานแห่งประเทศญี่ปุ่น (เร็งโง-RENGO) นายจ้าง และรัฐบาล ก่อนเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ในเดือนเมษายน
เจ้าหน้าที่ของเร็งโง ระบุว่าการปรับเพิ่มเงินเดือนเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 17,828 เยน หรือประมาณ 4,000 บาท ซึ่งรวมทั้งการปรับเพิ่มเงินเดือนตามปกติและการปรับเพิ่มเงินเดือนฐานรายเดือน และเป็นการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกิน 5 % เป็นครั้งแรกในรอบ 33 ปี
ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า เอกชนรายใหญ่ เช่น โตโยต้า (Toyota) และฮิตาชิ (Hitachi) ปรับเพิ่มค่าจ้างตามความต้องการของสหภาพแรงงาน ขณะที่นิสสัน (Nissan) และชาร์ป (Sharp) ปรับเพิ่มแต่ไม่เท่าที่สหภาพแรงงานเรียกร้อง
แน่นอนว่าหลายฝ่ายมองว่าการขึ้นค่าแรงครั้งนี้ นอกจากจะสะท้อนถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จาก"ทศวรรษที่สูญหาย" ของญี่ปุ่นแล้ว ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะมาช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้ เพราะหลายบริษัทยอมขึ้นค่าแรงเพื่อหวังยื้อคนเก่าเอาไว้ และจูงใจให้คนใหม่เข้ามาทำงาน
สรุปข่าว
ข้อมูลล่าสุด จากทาง เทโกกุ ดาต้าแบงก์(Teikoku Databank) ซึ่งเป็นบริษัทรับทำวิจัยเผยบริษัทต่าง ๆ ของญี่ปุ่น เผยว่าตอนนี้ประเทศญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนพนักงานประจำมากที่สุด นับตั้งแต่ยุคโควิด-19 โดยมีบริษัทมากกว่าครึ่งที่มีพนักงานไม่เพียงพอแล้ว
สำนักข่าวเกียวโด รายงานเรื่องนี้โดยระบุว่า จากการสำรวจบริษัทประมาณ 11,000 แห่งที่ตอบรับการสำรวจในเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่ามีบริษัทจำนวนเกินครึ่ง หรือ 53.4 % ระบุว่า
กำลังต้องการพนักงานประจำมากขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 และใกล้ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 53.9% ในเดือนพฤศจิกายน 2561
ถามว่าธุรกิจกลุ่มไหนกำลังลำบากที่สุดในการหาคน คำตอบ คือ ธุรกิจบริการด้านข้อมูล ซึ่งขาดแคลนวิศวกรด้านระบบ ตามด้วยธุรกิจก่อสร้าง
ผลสำรวจยังพบอีกว่ายังมีบริษัทอีกกลุ่มหนึ่งหรือ กว่า 30 % ขาดแคลนแม้กระทั่งพนักงานพาร์ทไทม์ หรือพนักงานชั่วคราว
การขาดแคลนแรงงานนั้นส่งผลร้ายกว่าที่หลายคนคาดคิด เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการล้มละลายของบริษัทต่างๆได้ หลังจากที่ผ่านมา ปี 2567 มีตัวเลขของบริษัทญี่ปุ่นล้มละลายกว่าหมื่นแห่ง
ข้อมูลจากบริษัท โตเกียว โชโก รีเสิร์ช (Tokyo Shoko Research) ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยของญี่ปุ่นระบุว่า จำนวนบริษัทที่ล้มละลายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 10,000 แห่ง เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ในปี 2567 เนื่องจากธุรกิจจำนวนมากประสบกับการขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น อันเนื่องมาจากเงินเยนที่อ่อนค่า
บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการยุติมาตรการผ่อนผันภาษีพิเศษที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศใช้หลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ภาคเอกชนมีภาระทางการเงินมากขึ้น
ทั้งนี้ จำนวนบริษัทที่ล้มละลายในปี 2567 เพิ่มขึ้น 15.1% สู่ระดับ 10,006 แห่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันปีที่ 3 โดยในจำนวนนี้ มีบริษัท 10,004 แห่งที่เป็นบริษัทขนาดกลางและขยาดย่อม ขณะที่หนี้สินโดยรวมอยู่ที่ 2.34 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.49 หมื่นล้านดอลลาร์) ลดลง 2.4% จากปี 2566
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เงินเยนอ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบ 37 ปีในช่วงฤดูร้อน เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าของธุรกิจต่าง ๆ พุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ย่ำแย่ลงจากปัญหาประชากรสูงอายุของญี่ปุ่น และการใช้กฎระเบียบการทำงานล่วงเวลาที่เข้มงวดมากขึ้นนั้น ยังสร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การก่อสร้างและการบริการ
เมื่อพิจารณาเป็นรายภาคส่วนพบว่า บริษัทในภาคบริการซึ่งรวมถึงร้านอาหารนั้น มีการยื่นล้มละลายสูงสุดที่ 3,329 ราย เพิ่มขึ้น 13.2% และสูงเกิน 3,000 รายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2533
ตามมาด้วยภาคการก่อสร้างซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากการปฏิรูปเวลาการทำงาน โดยมีจำนวนการยื่นล้มละลาย 1,924 ราย เพิ่มขึ้น 13.6%
สาเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นเจอกับวิกฤตการขาดแคลนแรงงานในวันนี้มาจากหลายปัจจัย รวมถึงการเป็นสังคมสูงวัย แรงงานวัยทำงานหายาก เด็กเกิดใหม่น้อยลง
เพราะปัจจุบันนี้ประเทศญี่ปุ่น มี"คนเกิดน้อยกว่าคนตาย" ข้อมูลล่าสุดในปีที่ผ่านมา ปี 2567 จำนวนทารกแรกเกิดในญี่ปุ่นลดลงไปแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เปิดเผยข้อมูลประชากรว่าปีที่แล้วมีเด็กเกิดใหม่ลดลง 5% จากปีก่อนหน้า เหลือเพียง 720,988 คน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 9
และเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 2442 แต่ในทางตรงกันข้าม ปรากฎว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1.8% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.62 ล้านคน เมื่อบวกลบกันแล้ว ทำให้ประชากรโดยรวมของประเทศลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า การลดลงของจำนวนทารกแรกเกิดอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความกดดันให้รัฐบาลญี่ปุ่นที่แบกรับภาระหนี้สาธารณะ หนักที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว โดย IMF คาดการณ์ว่า หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นจะสูงถึง 232.7% ของ GDP ในปีนี้ ที่สำคัญ คือ ข้อมูลพบว่าในปีที่แล้ว มีบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องล้มละลายเนื่องจากวิกฤตแรงงานโดยตรง มากถึง 342 แห่ง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดตามข้อมูลจากเทโกกุ ดาต้าแบงก์
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นเองก็ยังขาดแคลนแรงงานต่างชาติเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานทักษะฝีมือ เช่น งานภาคบริการ ช่างทาสี ก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรม ผลิตอาหารต่างๆ โดยทางการได้วางเป้าเปิดรับแรงงานต่างชาติกว่า 8 แสนคนเข้ามาทำงานภายใน 5 ปีข้างหน้า
ขณะที่แรงงานในประเทศ ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นเอง ก็หันไปทำงานฟรีแลนซ์หรือรับจ้างอิสระมากขึ้น เพราะเจอกับปัญหางานหนักแต่ผลตอบแทนต่ำ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ก็มีแนวคิดไม่อยากทำงานหนักเหมือนรุ่นพ่อแม่ และยังไม่รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่มาทดแทนคนได้ในหลายต่ำแหน่งงาน
ที่มาข้อมูล : Teikoku Databank, Bloomberg, Tokyo Shoko Research, Kyudonews
ที่มารูปภาพ : Freepik TNN

ทิฆัมพร อยู่กำเหนิด