ความเสี่ยงที่กดดันหุ้นไทยลงไม่หยุด? I WEALTH LIVE

ผลกระทบจากดอกเบี้ยเฟด สงครามการค้า และแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้าย

คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ได้วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยในรายการ WEALTH LIVE ถึงประเด็นสำคัญที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังจับตานโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อย่างใกล้ชิด ขณะที่แนวโน้มสงครามการค้าส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน  

สรุปข่าว

ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายดอกเบี้ยเฟดและ BOJ รวมถึงสงครามการค้า โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสซึมตัวหากไม่มีการลดดอกเบี้ย ด้านยุโรปและจีนกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเงินทุน ส่วนตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และต้องจับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

เฟดยังไม่ลดดอกเบี้ย แต่ต้องจับตา Dot Plot

เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูง ขณะที่ตลาดกำลังเฝ้ารอดู "Dot Plot" ซึ่งสะท้อนมุมมองของคณะกรรมการนโยบายการเงินเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต ปัจจุบัน Dot Plot อยู่ที่ 3.8% และคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยสองครั้งภายในปีนี้ แต่หากมีการปรับลดลงไปที่ 3.5% อาจหมายถึงการปรับลดดอกเบี้ยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ

BOJ กับแนวโน้มค่าเงินเยนและเงินบาท

ด้าน BOJ มีแนวโน้มจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยหลังจากปรับขึ้นมาอยู่ที่ 0.5% แต่ต้องจับตาสัญญาณว่าการขึ้นดอกเบี้ยรอบถัดไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด หาก BOJ ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ค่าเงินเยนอาจแข็งค่าขึ้น และส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย

ตลาดหุ้นโลก: การเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินทุน

ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันมากขึ้นหลังโควิด-19 โดยค่า Correlation ระหว่างตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงต่ำสุดในรอบ 30 ปี สะท้อนว่าการลงทุนต้องพิจารณาเป็นรายประเทศมากขึ้น

ตลาดหุ้นไทย: สัญญาณฟื้นตัวจากนโยบายดอกเบี้ย

ตลาดหุ้นไทยอาจเริ่มฟื้นตัว หากธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยลงจากระดับ 2% ในปัจจุบัน หากลดลงเหลือ 1.75% อาจทำให้แรงกดดันต่อตลาดหุ้นลดลง และหากลดลงถึง 1.5% ตลาดหุ้นไทยอาจเข้าสู่จุดที่น่าลงทุนมากขึ้น

"ดาวน์ไซด์ของตลาดหุ้นไทยเริ่มจำกัด ถ้าดัชนีปรับลงไปที่ระดับ 1,120 – 1,130 จุด ก็ถือว่าน่าซื้อ แต่ถ้าดอกเบี้ยยังไม่ลด ดัชนีอาจลงไปแถว 1,075 จุด แต่โดยรวมแล้วเราน่าจะเริ่มพ้นจากช่วงที่มึนๆ กันไปแล้ว"

ผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ

ในเดือนเมษายนนี้ อาจมีมาตรการภาษีเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบไทยโดยตรง โดยเฉพาะประเด็น "ภาษีตอบโต้" (Reciprocal Tax) ที่อาจทำให้ไทยเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางอย่าง

"เรามีโอกาสโดน เพราะไทยมีการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูง และยังมีประเด็นเรื่องอุยกูร์ที่อาจเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลต่อการส่งออกของไทยได้" คุณประกิตกล่าว

  • เฟดยังไม่น่าลดดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจซึมต่อ
  • BOJ อาจส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินเยนอาจแข็งค่าขึ้น
  • เงินทุนกำลังออกจากสหรัฐฯ เข้ายุโรปและจีน
  • ตลาดหุ้นไทยอาจฟื้นตัวหากมีการลดดอกเบี้ย
  • ต้องจับตาผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

นักลงทุนควรจับตาปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิดและกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสมเพื่อรับมือกับความผันผวนที่ยังคงอยู่ในตลาดหุ้นปี 2025