รับมือตลาดโลกแตกตื่น หลังสงคราม Tax-Tech ปะทุ

แม้ปี 2568 จะผ่านเทศกาลปีใหม่สากลไปเพียงเดือนเศษของแต่ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรงจากหลากหลายปัจจัยสำคัญ ตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) กว่า 200 ฉบับตั้งแต่วันแรกของการดำรงตำแหน่ง ก็ถือเป็นสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ และการค้า ที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มตลาดทุนในปีนี้

รับมือตลาดโลกแตกตื่น หลังสงคราม Tax-Tech ปะทุ

สรุปข่าว

รับมือตลาดโลกแตกตื่น หลังสงคราม Tax-Tech ปะทุ เปิดธีมลงทุน 3 เลือก 1 เลี่ยง ปรับพอร์ตเน้นสินทรัพย์มั่นคงสูง กระจายความเสี่ยง รอสถานการณ์กลับเป็นปกติ จึงเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง

และในช่วงสิ้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาในช่วงเทศกาลตรุษจีน การเปิดตัว DeepSeek AI ของจีนซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับตลาด AI โดย DeepSeek สามารถที่จะพัฒนา Generative AI ต้นทุนต่ำได้สำเร็จ ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Semiconductor ซึ่งได้รับแรงกดดันอย่างหนักหน่วง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หุ้น Nvidia ที่ปรับตัวลดลงเกือบ 17% ภายในวันเดียว

เท่านั้นยังไม่พอทางสหรัฐได้ประกาศจะทำการขึ้นภาษีนำเข้า หรือ Tariff โดยกำหนด ภาษี 25% สำหรับแคนาดาและเม็กซิโก และ 10% สำหรับจีน ก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับตัวลงอย่างหนัก แม้หลังจากที่มีการประกาศ เลื่อนการบังคับใช้ภาษีสำหรับแคนาดาและเม็กซิโกออกไป 1 เดือน ตลาดก็เริ่มฟื้นตัวกลับมาได้บ้าง

จากมาตรการภาษีที่เพิ่งประกาศไปสำหรับ 3 ประเทศดังกล่าวยังสามารถสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดได้ขนาดนี้  แนวโน้มการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ เชื่อได้เลยครับว่าจะเต็มไปด้วยความผันผวน และจะยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจเข้ามากระทบตลาดตลอดทั้งปีครับ

ที่ผมกล้าพูดเช่นนี้ เพราะมีเหตุปัจจัยที่เชื่อได้ว่าความแพนิกในตลาดหุ้นจะยังมีให้เห็นอีกในช่วงที่เหลือของปีนี้   โดยความผันผวนของตลาดหุ้นจะยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากความกังวลจาก 3 ปัจจัยหลักดังต่อไปนี้

สงครามการค้า การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อแคนาดา เม็กซิโก และจีน ผมมองว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ "สงครามการค้าในยุคทรัมป์ 2.0" โดยล่าสุดมีสัญญาณว่า สหภาพยุโรป อาจเป็นเป้าหมายถัดไป รวมถึงประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่าง เวียดนามและไทย ก็มีความเสี่ยงต่อการถูกขึ้นภาษีในอนาคต

และการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ยังเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นครับ

สงครามเทคโนโลยี ความก้าวหน้าของ DeepSeek AI แสดงให้เห็นถึง ศักยภาพของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีภายใต้ข้อจำกัด แม้ว่าสหรัฐฯ จะสกัดกั้นด้วยมาตรการห้ามส่งออกชิปประสิทธิภาพสูง แต่จีนยังสามารถพัฒนานวัตกรรมได้สำเร็จ ผมมองว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่าง จีน-สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น โดยอาจส่งผลกระทบต่อ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกนับจากนี้ไปครับ

สงครามจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่าลืมนะครับว่าผมยังเห็นความขัดแย้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นอยู่ต่อเนื่อง  ซึ่งจากคำอวยพรปีใหม่ของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ที่ได้เน้นย้ำ เป้าหมายการรวมชาติระหว่างจีนและไต้หวัน ก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับภูมิภาคทะเลจีนใต้ ซึ่งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นนี้ ก็อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ

ผมเชื่อว่าปัจจัยทั้งสามนี้จะเป็นแรงกดดันหลักต่อเศรษฐกิจ และสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นตลอดทั้งปีนี้ครับ แล้วนักลงทุนอย่างผมๆ ท่านๆ ควรรับมืออย่างไร โอกาสจะยังอยู่ในตลาดไหนบ้าง หรือควรระมัดระวังตลาดใด

ในฐานะที่อยู่ในตลาดลงทุนมายาวนาน ผมยังมองมีมุมมองไม่ต่างจากเดิมครับว่า โอกาสการลงทุนยังมีอยู่อย่างแน่นอน และเป็นหน้าที่ผมที่ต้องหามันให้เจอ เพื่อให้พอร์ตลงทุนยังคงเติบโตไปข้างหน้า โดยวันนี้ผมมีธีมการลงทุนที่เชื่อว่ายังเป็นโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจอยู่ 3 ธีมด้วยกันครับ

ธีมแรกเลยคือ โอกาสในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี หลังจากที่มีการประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2024 ของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ไป ก็จะเห็นได้ว่าหลายๆ บริษัทก็ยังมีการเติบโตของรายได้ และกำไรที่แข็งแกร่ง เช่น META เจ้าของแพลตฟอร์ม Facebook ก็มีรายได้และกำไร สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยรายได้เติบโตขึ้น 21% และกำไรเติบโตขึ้น 49% (YoY)

ธีมต่อมาคือโอกาสในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอย่างประเทศเวียดนามก็เป็นประเทศที่มีความน่าสนใจ หลัง GDP ปี 2567 เติบโต 7% สูงกว่าเป้าหมายรัฐบาล และปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 8% ผมมองว่าสำหรับปีนี้คงจะเป็นปีที่ท้าทายในการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้า แต่ประเทศเวียดนามจะยังคงเป็นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่แข็งแกร่งอยู่ครับ

และสุดท้ายคือโอกาสในประเทศที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งผมมองว่าประเทศจีนมีโอกาสที่จะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้า แต่ประเทศจีนยังมีศักยภาพในการใช้นโยบายทั้งการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อยู่ โอกาสการลงทุนจึงอยู่ในบริษัทที่มุ่งเน้นตลาดภายในประเทศและได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครับ

ในทางกลับกัน สำหรับธีมการลงทุนที่นักลงทุนควรระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงไปก่อน ก็คือการลงทุนในบริษัทที่พึ่งพาการส่งออกไปประเทศสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯสูง เพราะจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามการค้าครับ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณอาจจะอยากถามผมว่ากลยุทธ์การลงทุนและจัดพอร์ตในปีนี้ให้ปลอดภัยจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตควรทำอย่างไร

ผมขอให้คำแนะนำดังนี้นะครับสำหรับนักลงทุนทั่วไป ผมยังคงแนะนำให้ใช้แนวทางการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite โดยพิจารณาความเสี่ยงที่แต่ละคนสามารถรับได้ด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม ในส่วนของ Core Port ซึ่งเป็นส่วนหลักของพอร์ต ควรเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เช่น ตราสารหนี้ และกองทุนหุ้นดัชนี

ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่สัดส่วน 70-80% ของพอร์ต ขณะที่ Satellite Port ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถสร้างโอกาสในการเติบโตสูงขึ้น อาจจัดสัดส่วน 20-30% โดยเน้นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

แต่สำหรับนักลงทุนที่รู้ตัวดีว่ามีความสามารถรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง ผมมองว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นในระยะสั้น โดยเฉพาะจากการปรับฐานของบริษัทที่มีงบการเงิน การเติบโตของรายได้ และกำไรที่แข็งแกร่ง จะเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มสัดส่วนของ Satellite Port ที่สูงกว่าปกติเพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว

และเมื่อภาวะตลาดกลับเป็นปกติ ก็ทำการปรับพอร์ตลดสัดส่วน Satellite Port กลับไปที่สัดส่วน Core & Satellite ตามปกติ ก็จะเป็นโอกาสในการสร้างพอร์ตให้เติบโตได้สูงขึ้นในช่วงที่เกิดความผันผวนในระยะสั้นครับ

สัดส่วนการลงทุนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในยุคที่ความผันผวนรุมเร้าเช่นนี้นะครับ หมั่นทบทวนพอร์ตและจิตใจตัวเองให้ดีว่าระดับความเสี่ยงที่รับได้ยังเหมาะสมอยู่หรือไม่ เพราะในวันที่ความผันผวนรุนแรงกว่าที่เราคิดไว้ พอร์ตลงทุนของเราก็จะยังมีการถ่วงดุลกันเอง ไม่เสียหายจนเกินไป นี่คือประโยชน์ของการกระจายความเสี่ยงการลงทุนที่คุณก็สามารถสร้างได้เองนะครับ ขอให้มีความสุขทุกสถานการณ์ลงทุนนะครับ

ที่มาข้อมูล : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

ที่มารูปภาพ : TNN