SCBAM เชื่อดัชนีหุ้นไทยรับไหวภาษีทรัมป์ คาดไม่หลุดระดับ 1,000 จุด

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ บลจ. ไทยพาณิชย์ (SCBAM) เปิดเผยว่า บริษัทยังมุ่งเดินหน้าและผลักดันการเติบโตของธุรกิจให้เป็น “The Best Fund House” ตามวิสัยทัศน์หลัก หลังจากที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถการบริหารจัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่นจนเป็นที่ไว้วางใจของผู้ลงทุนทุกกลุ่ม โดย ณ สิ้นปี 2567 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) อยู่ที่ 1.94 ล้านล้านบาท ครองแชมป์เป็น บลจ. อันดับ 1 ที่มี AUM สูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรม คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 20% 


โดยแบ่งสัดส่วนมูลค่าทรัพย์สินตามกลุ่มธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มธุรกิจกองทุนรวม (MF ; Mutual Fund) มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 1,074,500 ล้านบาท คิดเป็น 18% (2) กลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (PF; Private Fund) มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 647,792ล้านบาท คิดเป็น 29% และ (3) กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD; Provident Fund) มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 213,055 ล้านบาท คิดเป็น 14% (ที่มา: สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567)

สำหรับในปี 2568 นี้ บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถเดินหน้าสร้างความสำเร็จ ผลักดันให้ AUM เติบโตต่อเนื่องสู่ 2 ล้านล้านบาทได้ หรือเพิ่ม AUM ปีนี้ 60,000 ล้านบาท จากแรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากกลุ่มธุรกิจกองทุนรวม และการสร้างฐานผู้ลงทุนที่แข็งแกร่งได้ครอบคลุม 1 ล้านราย เน้นกลุ่มผู้ลงทุนรุ่นใหม่ที่เริ่มสนใจเรื่องการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล อย่าง แอปพลิเคชัน SCBAM Fund Click ที่มีความพิเศษจากกองทุน e-class ฟรีค่าธรรมเนียม 


SCBAM เชื่อดัชนีหุ้นไทยรับไหวภาษีทรัมป์ คาดไม่หลุดระดับ 1,000 จุด

สรุปข่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมพร้อมนำเสนอทางเลือกการลงทุนในผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ครอบคลุมหลากหลายสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เช่น กองทุน Principal-Protected Fund ที่ผู้ลงทุนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนตามสินทรัพย์อ้างอิง พร้อมช่วยลดความเสี่ยงการขาดทุนเงินต้น เหมาะกับสภาวะที่ตลาดผันผวนทาง เลือกการลงทุนในกองทุนรวม ด้วยสกุลเงินต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ  หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Private Assets, Hedge Fund, Digital Assets เพื่อตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่  


รวมทั้งการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรผสานกับผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย เน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่จะไม่ถูกกระทบจากภาวะตลาดที่ผันผวนในชวงนี้  เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการหลีกเลี่ยงความผันผวนในตลาดหุ้น และมีกลยุทธ์การลงทุนเพื่อโอกาสสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนในสินทรัพย์ที่มีผลบวกต่อสังคมสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการให้บริการด้วยปลอดภัยโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาการบริการ และแพลตฟอร์มการลงทุนที่ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงได้ง่าย 


ส่วนมุมมองในการลงทุนเพื่อตั้งรับผลกระทบการปรบขึ้นภาษีของสหรัฐฯ กับประเทศไทยที่ประกาศวันนี้ (3 เม.ย. 2568) นั้น นายณรงค์ศักดิ์  มองว่า การประกาศออกมาวันนี้ยังต้องผลกระทบอีกครั้ง เพราะสิ่งที่ออกมาเหมือนสหรัฐฯ ตั้งใจจะนำรายได้ที่เก็บภาษีประเทศต่างๆ ทั่วโลกไปเป็นรายได้ เพื่อใช้จ่ายลดภาระของสหรัฐฯ เอง ซึ่งเชื่อวาตัวเลขภาษีศุลกากรที่จะขึ้นกับประเทศไทยในอัตรา 36% จะไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย ยังต้องมีการเจรจาต่อรอง เนื่องจากตัวเลขที่ประกาศวันนี้ยังไม่ได้บังคับใช้ทันที ซึ่งหากมีการเจรจาแล้วได้ข้อสรุปถึงจะเก็นผลกระทบที่ชัดเจน ดังนั้น ในระยะสั้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างในตลาดหุ้นที่ถูกกระทบอาจต้องโยกไปเพิ่มการลงทุนในสินทรพย์ที่ความเสี่ยงต่ำลงบ้าง อาทิ ตราสารหนี้ หรือ ทองคำ เป็นต้น 

นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน (SCBAM เปิดเผยว่า แนวทางขับเคลื่อนด้านการลงทุนบริษัทยังมุ่งมั่นหลักการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับ 3 แนวทางหลัก คือ (1) การสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการคัดสรรโอกาสการลงทุนที่หลากหลายจากทั่วโลก โดยนำเทคโนโลยี Machine Learning มาใช้ในการช่วยคัดสรรวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเข้มข้น (2) ขยายฐานการเติบโตของกองทุนคุณภาพ ร่วมมือกับกลุ่ม SCBX ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบใหม่ ให้กับผู้ลงทุนกลุ่ม Wealth ผ่านความร่วมมือของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กับ BlackRock บลจ. อันดับหนึ่งของโลก และบริษัทมีจำนวนกองทุนที่ได้รับการจัดอันดับ Rating5 ดาว และ 4 ดาวจาก Morningstar จำนวน 90 กองทุน (ข้อมูล Morningstar ณ วันที่ 31ธ.ค. 2567) ซึ่งมากที่สุดในอุตสาหกรรม และ(3) การลงทุนที่ยั่งยืนด้วยแนวคิด Sustainability ที่เป็นระบบมากขึ้น  


ด้านผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย นางนันท์มนัส มองว่า ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยเชื่อวาจะไม่รุนแรง แม้ตัวเลขที่ออกมาจะมากกวาที่ตลาดคาด แต่ก็เชื่อว่าตัวเลขภาษีสหรัฐที่ออกมาร้อยละ 36 จะไมใช่ตัวเลขสุดท้าย เพราะการตั้งภาษีทีสูงน่าจะทำให้มีการเจรจา และข้อดีอีกอย่าง คือ ทุกคนรู้ไทม์ไลน์มาก่อนแล้วว่าจะประธานาธิบดีสหรัฐจะประกาศอัตราภาษีในครั้งนี้  ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจังไม่น่าจะรุนแรง เดิมคาดดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปี 2568 ที่ 1,360 จุด ล่าสุด จากผลกระทบที่เปลี่ยนไปคาดจะจบที่ 1,300 จุด กรณีเลวร้ายสุดน่าจะไม่ต่ำกว่า 1,000 จุด 


ส่วนกลยุท์การลงทุนถ้าคนที่กังวลมากก็สามารถรอความชัดเจน (wait and see) ก่อน และหากจะลงทุนให้เน้นกระจายการลงทุนที่ไม่ใช่ตลาดหุ้น อาทิ เพิ่มสัดส่วนในตลาดตราสารหนี้ หรือ ถ้ายังอยูในตลาดหุ้นก็เน้นกลุมปลอดภัยและเน้นกลุ่มทีอิงเศรษฐกิจในประเทศ(Domestic Play) ที่คาดว่าภาครับจะทยอยออกมาตรการมาดูแลเศรษฐกิจและการใช้จ่าย อาทิ มาตรการกระตุ้นการบริโภค ,การเติมสภาพคล่องเข้าตลาดผ่านกองทุน ThailandESGX หรือกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนพิเศษ, มาตรการที่จะส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนซื้อหุ้นคืน , โครงการส่งเสริมการออมระยะยาว (TISA : Thailand Individual Saving Account) เป็นต้น หลักเลี่ยงหุ้นกลุ่ม Global play หรือ หุ้นที่มีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก เน้นลงทุนในกลุ่มที่ปลอดภัน อาทิ โรงพยาบาล หุ้นปันผลสูง กลุ่มการเงิน บริษัทที่มีธรรมาภิบาล มีกระแสเงินสดสูง และมีความผันผวนต่ำ  

 

avatar

พรสวรรค์ นันทะ

แท็กบทความ

บลจ.ไทยพาณิชย์
ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
เบอร์หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมกองทุน
ลงทุนหลีกเลี่ยงผลกระทบภาษีสหรัฐ
หุ้นปลอดภัย