“มอร์แกน สแตนเลย์” ประเมินว่า ในปีนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.25 เพียง 1 ครั้ง เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกิดจากนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
การคาดการณ์ล่าสุดสอดคล้องกับธนาคาร “บาร์เคลย์ส” และ “แมคควอรี” ที่ต่างประเมินว่าเฟดจะหั่นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.25 แค่ 1 ครั้ง
ก่อนหน้านี้ “มอร์แกน สแตนเลย์” ประเมินว่า เฟดน่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.25 จำนวน 2 ครั้ง ในเดือนมีนาคมและมิถุนายน
ด้าน “โกลด์แมน แซคส์” และ “เวลส์ ฟาร์โก” ยังคงคาดการณ์ตามเดิมว่า เฟดมีแนวโน้มจะหั่นดอกเบี้ยลง 2 ครั้งในปีนี้
นักวิเคราะห์ของ “มอร์แกน สแตนเลย์” คาดการณ์ว่า นโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์น่าจะผลักให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ สูงขึ้น และจะเพิ่มแรงกดดันต่อเฟดในการควบคุมแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย
โดยการประกาศใช้มาตรการภาษีรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้น่าจะส่งผลให้การชะลอตัวของเงินเฟ้อหยุดชะงัก และทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น จึงไม่เอื้อต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น
แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษี แต่ก็มีแนวโน้มจะเกิดความไม่แน่นอนจากเงินเฟ้อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่เร่งตัวขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงเกี่ยวกับเงินเฟ้อ PCE
เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ที่กรอบร้อยละ 4.25-4.50 ในการประชุมเดือนมกราคม แต่ “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟดระบุว่า การลดต้นทุนกู้ยืมจะขึ้นกับความคืบหน้าในการลดอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
“มอร์แกน สแตนเลย์” ระบุด้วยว่า แนวนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในปี 2568 ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
สรุปข่าว