
ดอลลาร์ดิ่งหนัก ท่ามกลางความกังวลมาตรการภาษี "ทรัมป์" อาจฉุดเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย
"ดอลลาร์ร่วงหนัก—ทรัมป์ดันภาษี—เศรษฐกิจสหรัฐส่อแววถดถอย" สามประโยคสั้นๆ ที่บอกเล่าสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก ณ ขณะนี้

สรุปข่าว
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกำลังดิ่งลงอย่างหนักเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ท่ามกลางความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการที่เศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรรูปแบบใหม่กับประเทศคู่ค้า
ดอลลาร์ร่วง ความเชื่อมั่นสั่นคลอน
(ตัวเลขบ่งชี้ชัดเจน) ล่าสุด ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าเงิน 6 สกุลหลัก ลดลงถึง 1.86% มาอยู่ที่ระดับ 101.88 โดยดอลลาร์อ่อนค่าลง 1.87% เมื่อเทียบกับยูโร และร่วงลงถึง 2.21% เมื่อเทียบกับเงินเยนญี่ปุ่น
"การที่ค่าเงินดอลลาร์ร่วงแรงเช่นนี้ สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ" นักวิเคราะห์หลายรายให้ความเห็นตรงกัน
มาตรการภาษีใหม่ของทรัมป์ กระแสกระทบทั่วโลก
ปธน.ทรัมป์ได้ประกาศมาตรการภาษีศุลกากรสองรูปแบบที่จะมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้
"ภาษีศุลกากรตอบโต้" (Reciprocal Tariff) ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นๆ เก็บภาษีจากสินค้าอเมริกันมากน้อยเพียงใด โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 9 เมษายนนี้
"ภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาล" (Universal Tariff) ที่จะเก็บในอัตราเท่ากันที่ 10% จากทุกประเทศ โดยจะเริ่มบังคับใช้วันที่ 5 เมษายนนี้
(ผลกระทบเริ่มปรากฏ) หลายประเทศได้แสดงท่าทีเตรียมตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐ หากการเจรจาเพื่อขอลดหย่อนภาษีไม่ประสบผลสำเร็จก่อนถึงกำหนดเส้นตาย
ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ตัวเลขน่ากังวล
นายคาร์ล ไวน์เบิร์ก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก High Frequency Economics ได้ออกมาเตือนว่า นโยบายภาษีของทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อ GDP ของสหรัฐถึง 10% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเต็มรูปแบบ
"การถดถอยทางเศรษฐกิจ คือ การที่เศรษฐกิจหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส" ซึ่งมีสัญญาณเตือนชัดเจน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐสาขาแอตแลนตาเปิดเผยว่า แบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจหดตัวถึง -3.7% ในไตรมาสแรกของปี 2568
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า มาตรการภาษีดังกล่าวจะทำให้รายได้ของครัวเรือนและกำไรของธุรกิจหายไปประมาณ 7.41 แสนล้านดอลลาร์ และตัวเลขนี้อาจสูงขึ้นอีก หากรวมผลกระทบจากการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากแคนาดาและเม็กซิโก
(ผลกระทบทางตรงต่อชีวิตประจำวัน) นอกจากนี้ ราคาสินค้านำเข้าหลายรายการจะสูงขึ้น โดยเฉพาะไม้เนื้ออ่อนที่อาจมีราคาสูงขึ้นถึง 25% ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการก่อสร้างและสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ
ทิศทางอัตราดอกเบี้ย เฟดจะทำอย่างไร?
ท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ครั้งในปีนี้ (มิถุนายน กรกฎาคม และตุลาคม) เพื่อพยุงเศรษฐกิจ
FedWatch Tool ของ CME Group แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนให้น้ำหนักถึง 80.8% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนพฤษภาคม ก่อนจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนถัดไป
"ทิศทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล" ประธานเฟด ที่มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ว่าด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐในวันพรุ่งนี้ ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด
ก่อนหน้านี้ นายพาวเวลเคยให้ความเห็นหลังการประชุมนโยบายการเงินเมื่อเดือนมีนาคมว่า มาตรการเก็บภาษีของทรัมป์อาจทำให้เฟดเผชิญความล่าช้าในการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ แต่ยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่เผชิญภาวะถดถอย
ความท้าทายที่รออยู่
(สรุปภาพรวม) การที่ค่าเงินดอลลาร์ร่วงลงอย่างรุนแรงเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่มั่นใจของตลาดต่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ นโยบายภาษีของปธน.ทรัมป์อาจเป็นดาบสองคมที่นอกจากจะปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศแล้ว ยังอาจส่งผลให้เกิดสงครามการค้า ราคาสินค้าสูงขึ้น และนำพาเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย
ทั้งนี้ ความชัดเจนจะเริ่มปรากฏในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เมื่อมาตรการภาษีเริ่มมีผลบังคับใช้ และโลกจะได้เห็นว่าประเทศคู่ค้าของสหรัฐจะตอบโต้อย่างไร รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐจะปรับตัวรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร
ประชาชนทั่วไปควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนของค่าเงินและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระดับโลกนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยศไกร รัตนบรรเทิง
เบน
บรรณาธิการออนไลน์