
ในวัยที่หลายคนเลือกจะพักจากวงการบันเทิง สีดา พัวพิมล นักแสดงมากฝีมือที่อยู่ในวงการมานานหลายสิบปี กลับตัดสินใจหวนคืนสู่จอภาพยนตร์อีกครั้ง หลังเว้นว่างจากบทบาทบนแผ่นฟิล์มไปยาวนานถึงสองทศวรรษ การกลับมาครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะเธอเลือกมารับบทนำในภาพยนตร์ดราม่าหนักเรื่อง “วิมานหนาม” กับบท “แม่แสง” หญิงสูงวัยที่ยึดถือค่านิยมดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น
การรับเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้คือความท้าทายครั้งสำคัญในชีวิตของสีดา ไม่เพียงเพราะระยะเวลาที่ห่างหายจากงานแสดง แต่เพราะบทบาทในเรื่องต้องแสดงอารมณ์ที่ซับซ้อนและเข้มข้น ท่ามกลางการถ่ายทำที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย และโลเคชันที่ยากลำบาก การแสดงของเธอจึงไม่ใช่แค่การแสดงตามบท แต่เป็นการทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อสื่อสารเรื่องราวที่ฝังลึกในโครงสร้างของสังคมไทย
แม่แสงในเรื่องเป็นภาพแทนของผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทย ที่ยังคงเชื่อในกรอบคิดเรื่องศีลธรรมดั้งเดิม และมองความรักรูปแบบอื่นว่าเป็นสิ่งผิดธรรมชาติ ความขัดแย้งของตัวละครนี้กับลูกหลานในเรื่อง สะท้อนรอยปริของหลายครอบครัว ที่ยังไม่สามารถเปิดใจรับความหลากหลายทางเพศ หรือความแตกต่างของวิถีชีวิตในรุ่นใหม่ได้เต็มที่

สรุปข่าว
อีกด้านหนึ่งของภาพยนตร์ บอกเล่าชีวิตของคู่รักที่ร่วมกันสร้างชีวิตแต่กลับไม่มีสถานะในสายตากฎหมาย ความรักที่ไม่ได้รับการรับรอง ส่งผลให้การตัดสินใจแทนกันในยามวิกฤตเป็นไปไม่ได้ แม้จะใช้ชีวิตร่วมกันมายาวนานก็ตาม นี่คือภาพแทนของความไม่เป็นธรรมที่ผู้คนจำนวนมากยังเผชิญอยู่ ทั้งในแง่ของสิทธิทางกฎหมาย การรับมรดก หรือแม้กระทั่งการดูแลกันในฐานะครอบครัว
สำหรับสีดาเอง การกลับมาครั้งนี้ไม่เพียงเติมเต็มความคิดถึงที่มีต่ออาชีพที่รัก แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเคยใช้ชีวิตเงียบ ๆ อย่างโดดเดี่ยว ยังสามารถส่งต่อพลังผ่านบทบาทที่ยิ่งใหญ่ได้ เธอพูดถึงความประทับใจที่ได้ร่วมงานกับนักแสดงรุ่นใหม่อย่างอิงฟ้า วราหะ และเจฟ ซาเตอร์ พร้อมชื่นชมว่าคนรุ่นใหม่มีความสามารถและทัศนคติที่น่าชื่นชม
ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์ ที่ตัวละครแม่แสงต้องร่วมงานบวช ซึ่งเป็นฉากที่มีน้ำหนักทางอารมณ์สูง สีดาเผยว่าเธอรู้สึกเชื่อมโยงกับฉากนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะมันไปสะกิดถึงเรื่องราวในชีวิตจริงของเธอเอง จนทำให้เธออินกับบทและหลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่ต้องเสแสร้ง นี่คือสิ่งที่ทำให้การแสดงของเธอในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานสุดท้าย แต่กลายเป็น มรดกทางความรู้สึก ที่ส่งตรงถึงคนดู
“วิมานหนาม” จึงไม่ใช่แค่หนังดราม่าครอบครัวที่ฟาดฟันกันทางอารมณ์ แต่เป็นงานศิลปะที่เปิดประเด็นให้สังคมได้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยชิน ทั้งเรื่องสิทธิของคู่รักที่ไม่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย หรือสถานะของคนที่ดูแลกันเสมือนครอบครัว แต่กลับไม่มีสิทธิ์ใด ๆ รองรับ หากสังคมยังไม่เปลี่ยนกฎหมาย และไม่ปรับมุมมองเรื่องความรักและครอบครัว ความเจ็บปวดแบบเดียวกับที่ตัวละครในเรื่องเผชิญ ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในวันที่เสียงของคนรุ่นใหม่พยายามผลักดันความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิขั้นพื้นฐานให้เป็นจริงมากขึ้น การที่นักแสดงรุ่นใหญ่กล้าออกมาเล่าปัญหาเหล่านี้ผ่านบทบาทหนึ่งในชีวิต อาจเป็นสิ่งที่ช่วยเปิดใจให้คนรุ่นเดียวกันหันกลับมาทบทวนบางสิ่งเช่นกัน หากนี่คือผลงานสุดท้ายของแม่สีดา มันก็ไม่ใช่แค่การปิดฉาก แต่เป็นการ “เปิดคำถาม” ที่สำคัญยิ่งกว่า