
"เหล้าพื้นบ้าน" โฆษณาได้ เปิดทางใหม่หรือเปิดช่องโหว่?
ท่ามกลางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มงวด รัฐบาลกำลังเปิดประตูใหม่ให้ "สุราชุมชน" สามารถบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาและภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างภาคภูมิ การแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะปรับโฉมหน้าอุตสาหกรรมสุราพื้นบ้านไทยไปตลอดกาล
เส้นทางการผลักดันสุราชุมชนสู่การเป็นซอฟต์พาวเวอร์ระดับโลก เริ่มต้นที่การแก้ไขความไม่เป็นธรรม ที่ผู้ผลิตรายย่อยต้องเผชิญมานาน เบื้องหลังการปรับกฎหมายครั้งนี้จึงเป็นความหวังของเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยทั่วประเทศ ที่รอคอยโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตน

สรุปข่าว
ความไม่เป็นธรรมในระบบเดิม
กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับเดิมมีข้อจำกัดมากมายที่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรายย่อย โดยเฉพาะการห้ามแสดงตราสัญลักษณ์หรือบอกเล่ารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ ได้ชี้ให้เห็นว่า พระราชบัญญัติปี 51 มีปัญหาหลัก 2 ประการ
ประการแรก คือการห้ามแสดงตราสัญลักษณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยมุ่งหวังประโยชน์ทางการค้า ซึ่งทำให้เกิดการตีความที่กว้างเกินไป แม้แต่ประชาชนทั่วไปที่ถ่ายรูปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานสังสรรค์ ก็อาจถูกดำเนินคดีได้ ทั้งที่ไม่ได้มีเจตนาเพื่อการค้า
ประการที่สอง คือการที่ผู้ประกอบการรายย่อยขาดช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าของตนเอง ขณะที่บริษัทใหญ่ยังพอมีช่องทางอื่นในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน
กรณีศึกษาที่ชัดเจน
นายวันนิวัติ สมบูรณ์ ส.ส.ขอนแก่น ได้ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตน ผู้ผลิตสุราชุมชนในจังหวัดขอนแก่นได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเผยแพร่องค์ความรู้การผลิตสุราและภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่กลับถูกตำหนิจากหน่วยงานรัฐว่าเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความไม่ชัดเจนของกฎหมายปัจจุบัน ที่ทำให้แม้แต่การแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมก็อาจถูกมองว่าผิดกฎหมาย ส่งผลให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคนไม่ได้รับการเผยแพร่และต่อยอดอย่างที่ควรจะเป็น
เปิดทางสู่ความเปลี่ยนแปลง
การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ มุ่งเน้นการ "ปลดล็อค" ให้ผู้ผลิตสามารถประชาสัมพันธ์สินค้า พูดถึงผลิตภัณฑ์ ตราสัญลักษณ์ ส่วนประกอบ วิธีการผลิต แหล่งที่มา หรือลักษณะของผลิตภัณฑ์ได้ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการจะประกาศกำหนดต่อไป
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจสร้างผลกระทบเชิงบวกหลายประการ
- 1. ผู้บริโภคจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจบริโภคที่รับผิดชอบมากขึ้น แทนที่จะเป็นการปิดกั้นข้อมูลทั้งหมด
- 2. ผู้ผลิตรายย่อยจะมีโอกาสในการแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่มากขึ้น โดยสามารถสื่อสารจุดเด่นและคุณค่าของผลิตภัณฑ์ตนเองได้
- 3. องค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการผลิตสุราพื้นบ้านจะได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่มากขึ้น ซึ่งเป็นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ
สู่เส้นทางซอฟต์พาวเวอร์
หากมองไปในระยะยาว การส่งเสริมสุราชุมชนของไทยอาจนำไปสู่การพัฒนาเป็น "ซอฟต์พาวเวอร์" ของประเทศได้ ไม่ต่างจากวิสกี้สก็อตแลนด์ ไวน์ฝรั่งเศส หรือเหล้าองุ่นอิตาลี ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศเหล่านั้น
สุราพื้นบ้านไทยมีความหลากหลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละภูมิภาค ทั้งสาโท อุ หรือยาดอง ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน การเปิดโอกาสให้สื่อสารเรื่องราวเหล่านี้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวและตลาดต่างประเทศได้
ความท้าทายและข้อควรระวัง
แม้การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะมีเจตนาที่ดี แต่ก็มีความท้าทายและข้อควรระวังที่ต้องคำนึงถึง
- 1. การสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนกับการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน
- 2. การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรมสำหรับการประชาสัมพันธ์ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างที่ทำให้มีการโฆษณาที่ไม่เหมาะสม
- 3. การส่งเสริมให้ผู้ผลิตรายย่อยตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว
ก้าวต่อไปของสุราชุมชนไทย
การแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้สุราชุมชนประชาสัมพันธ์ได้ เป็นเพียงก้าวแรกของการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ ในอนาคต จำเป็นต้องมีการสนับสนุนในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น
- 1. การพัฒนามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
- 2. การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิม
- 3. การสร้างเครือข่ายและช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ
- 4. การให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับการดื่มอย่างรับผิดชอบและการเข้าใจคุณค่าของผลิตภัณฑ์
กฎหมายใหม่นี้จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะปรับโฉมหน้าอุตสาหกรรมสุราพื้นบ้านไทย เปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง และสร้างความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับโลก
ที่มาข้อมูล : TNN เรียบเรียง
ที่มารูปภาพ : Freepik