วิกฤตชาวนาไทย เมื่อราคาข้าวดิ่ง ต้นทุนพุ่ง และทางออกที่ยั่งยืน

สถานการณ์อันเลวร้ายที่ชาวนาไทยกำลังเผชิญ

ปี 2568 นับเป็นปีที่ชาวนาไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง จากภาวะราคารับซื้อข้าวที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ชี้ให้เห็นว่า สาเหตุสำคัญมาจากผลผลิตข้าวในปี 2567 ที่ออกมามากเกินความต้องการ โดยผลผลิตสูงถึง 34 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 2 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการบริโภคภายในประเทศกลับทรงตัว

ตามกลไกตลาด เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้นแต่ความต้องการไม่เปลี่ยนแปลง ย่อมสร้างแรงกดดันให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผลผลิตข้าวนาปรังที่มีการเก็บเกี่ยวในช่วงไตรมาสที่ 4 มากกว่า 80% ซึ่งเมื่อพบกับความต้องการบริโภคที่ค่อนข้างคงที่ และไม่สามารถระบายผลผลิตส่วนเกินออกไปตลาดโลกได้โดยง่าย เนื่องจากราคาข้าวไทยที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากการที่อินเดียเริ่มกลับมาส่งออกอีกครั้ง


วิกฤตชาวนาไทย เมื่อราคาข้าวดิ่ง ต้นทุนพุ่ง และทางออกที่ยั่งยืน

สรุปข่าว

ชาวนาไทยเผชิญวิกฤตหนักในปี 2568 เมื่อผลผลิตข้าวปี 2567 สูงถึง 34 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2 ล้านตัน กดดันราคาข้าวเปลือกดิ่งลงเหลือเพียง 8,000-8,800 บาท/ตัน ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ttb analytics เสนอแนวทางแก้ไขยั่งยืน 4 ด้าน ทั้งลดต้นทุน ใช้เทคโนโลยี พัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป และปรับเปลี่ยนแนวคิดชาวนาสู่การเป็นผู้ประกอบการ
  • ตัวเลขบ่งชี้วิกฤต การส่งออกที่หดตัวและราคาที่ดิ่งลง

สถานการณ์ที่บีบรัดชาวนาเห็นได้ชัดจากข้อมูลการส่งออกในช่วง 3 เดือนล่าสุด (พฤศจิกายน 2567 - มกราคม 2568) ที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 0.59 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่มีความชื้น 15% รับซื้อ ณ ที่นา ปรับลดลงจากสิ้นไตรมาสที่ 3/2567 ไปแล้วกว่าตันละ 1,400 บาท หรือลดลงแล้วกว่า 13% 

สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อผลผลิตข้าวนาปรังเริ่มเข้ามาสู่ตลาด เพิ่มแรงกดดันให้ราคารับซื้อข้าวเปลือกเจ้าที่มีความชื้น 15% ปรับลดลงเหลือเพียง 8,000-8,800 บาทต่อตัน หรือปรับลดลงจากราคา ณ สิ้นไตรมาส 3 แล้วกว่า 17.0-24.5% (ลดลง 1,800-2,600 บาทต่อตัน)

  • ภาวะขาดทุนที่ชาวนาต้องแบกรับ

แม้การลดลงของราคาข้าวที่ 1.8-2.6 บาทต่อกิโลกรัมอาจดูไม่มากนัก แต่เมื่อพิจารณาเทียบกับต้นทุนการผลิตแล้ว ภาพของวิกฤตจะชัดเจนยิ่งขึ้น การประเมินของ ttb analytics พบว่าต้นทุนข้าวเปลือกในปี 2567 อยู่ที่ราว 7,800-8,900 บาทต่อตัน (ในกรณีที่เกษตรกรมีต้นทุนค่าเช่านาและเครื่องจักรกลทางการเกษตร) 

เมื่อเทียบกับราคารับซื้อในปัจจุบันที่ 8,000-8,800 บาทต่อตัน จะเห็นได้ว่าชาวนาจำนวนมากกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงขาดทุน และคาดการณ์ว่าสถานการณ์ในเดือนมีนาคมอาจรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อผลผลิตข้าวนาปรังออกสู่ตลาดมากขึ้น กดดันให้ราคาข้าวตกต่ำลงไปอีก

  • มาตรการชั่วคราวจากภาครัฐ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือยังไม่ตรงจุด?

ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือด้านราคาข้าวนาปรังปีการผลิต 2568 จำนวน 3 มาตรการ ได้แก่:

1. โครงการชะลอและเก็บข้าว เพื่อช่วยลดปริมาณข้าวที่ออกสู่ตลาดในช่วงเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้ราคาข้าวเปลือกทรงตัวได้ดีขึ้น

2. โครงการชดเชยดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการที่เก็บสต๊อก โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือดอกเบี้ยในอัตรา 6% แก่ผู้ประกอบการที่เก็บสต๊อกข้าวในช่วง 2-6 เดือน

3. โครงการเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก โดยรัฐจะสนับสนุนค่าบริหารจัดการ 500 บาทต่อตัน เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ttb analytics มองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นการชะลอไม่ให้ราคาข้าวลดลงอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่รากเหง้าอย่างแท้จริง และปัญหาเหล่านี้ยังคงจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกครั้งที่มีผลผลิตข้าวสูงเกินความต้องการ

  • ทางออกที่ยั่งยืน ต้องแก้ทั้งระบบ

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐไปจนถึงตัวชาวนาเอง โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้

1. การลดต้นทุนการผลิตอย่างเป็นระบบ

ภาครัฐควรจัดตั้งกองทุนเพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูก ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าพันธุ์ข้าว รวมถึงจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้เกษตรกรเช่าใช้ในราคาต่ำ และส่งเสริมการมีโรงสีชุมชนเพื่อให้เกษตรกรสามารถแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารได้เอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและลดการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

นอกจากนี้ ภาครัฐอาจเข้ามาเป็นตัวกลางในการรับซื้อข้าวเพื่อลดอำนาจการผูกขาดของผู้ประกอบการที่มักกดราคาในช่วงที่มีผลผลิตออกมามาก เนื่องจากชาวนาไม่มีที่เก็บผลผลิต และนำข้าวมาแปรรูปเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้อีกทางหนึ่ง

2. การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ภาครัฐควรส่งเสริมให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีแก่เกษตรกร เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพาะปลูกมากขึ้น เช่น การทำเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านระบบที่มีความแม่นยำสูง (Precision Agriculture) 

ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ชี้ให้เห็นว่าผลผลิตข้าวเฉลี่ยของไทยต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย เวียดนาม และจีน ถึง 13%, 48% และ 52% ตามลำดับ การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยได้ถึง 7% ลดการใช้น้ำได้ 4% และลดการใช้ยาฆ่าแมลงได้ 9% 

นอกจากนี้ ควรมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) เพื่อปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ข้าวไทยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในการเพาะปลูก ทนต่อโรคและแมลง หรือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า

ปัจจุบันข้าวไทยส่วนใหญ่ใช้บริโภคในมื้ออาหารหลัก ทำให้ปริมาณการบริโภคในประเทศแต่ละปีไม่สามารถเพิ่มได้มากนัก ภาครัฐควรบูรณาการกับภาคเอกชนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดการบริโภคในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากการบริโภคในมื้ออาหาร

การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวที่มีมูลค่าสูง เช่น อาหารเสริมสุขภาพ เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ จะช่วยเพิ่มช่องทางการขาย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการบริโภคข้าวในรูปแบบเดิม

4. การปรับตัวของชาวนาสู่การเป็นผู้ประกอบการ

ชาวนาเองก็จำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาตนเอง โดยเปิดรับเทคโนโลยีการเพาะปลูกใหม่ๆ และปรับแนวคิดสู่การเป็นผู้ประกอบการ มองการทำนาเป็นธุรกิจที่ต้องมีการวางแผน บริหารความเสี่ยง และอาจประสบภาวะขาดทุนได้ ไม่ใช่รอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือทุกครั้งที่มีปัญหา

ชาวนาอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวพันธุ์พิเศษที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้รักสุขภาพ ซึ่งมีราคาขายสูงกว่าข้าวทั่วไปประมาณ 20-50% หรือทำการเกษตรแบบผสมผสาน ไม่พึ่งพาการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว

เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ปัญหาราคาข้าวตกต่ำของชาวนาไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกยุคสมัย แต่ที่ผ่านมาการแก้ไขมักเป็นเพียง "ยาแก้ปวด" ที่บรรเทาอาการได้เพียงชั่วคราว ไม่ได้แก้ที่สาเหตุอย่างแท้จริง

วิกฤตในปี 2568 นี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะหันมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน ด้วยการบูรณาการความร่วมมือ การลงทุนในเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการปรับเปลี่ยนแนวคิดของตัวชาวนาเอง เพื่อให้ปัญหาที่เกิดกับชาวนาไทยค่อยๆ บรรเทาลงและหายไปได้ในที่สุด

นี่คือโอกาสที่ทุกฝ่ายจะได้แสดงความจริงใจและร่วมรับผิดชอบ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับชาวนาไทย ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ที่มาข้อมูล : TNN เรียบเรียง ttb analytics

ที่มารูปภาพ : Freepik

avatar

Yosakrei Rat.
(yosakrei_rat)