
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา เปิดเผนข้อมูลเรื่อง กลิ่นแก่ ผ่านเฟจเฟซบุ๊ก หมอเจด โดยระบุว่า "กลิ่นแก่" พูดเบาๆก็เจ็บ แก้ยังไงมาดู
อยากจะบอกว่ามันมีกลิ่นนี้จริงๆนะทุกคน ซึ่งหลายหลายคนก็บอกว่ามักจะเจอในคนที่สูงอายุ คราวนี้แบบเนี่ยถ้าลองนั่งดมตัวเองหรือคนข้างข้างดู
จะเป็นกลิ่นลักษณะคล้ายคล้ายๆกับเวลาเราไปดมพวกโลหะ หรือบางคนก็บอกว่าเหมือนพวกแว็กซ์ (wax) กลิ่นคาว คือกลิ่นมันเอกลักษณ์บอกไม่ถูก
สาเหตุที่เป็นก็เป็นเพราะว่า พอเราอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยเรื่อยแล้ว ต่อมไขมันกับต่อมเหงื่อเนี่ยมันจะทำงานกันได้ไม่เหมือนเดิม แล้วก็จะมีเอนไซม์อยู่ตัวนึงที่เป็นเอนไซม์คอยย่อยไขมันไขมันที่ชื่อว่า Lipidperoxidase ทำให้เกิดการย่อยสลายของไขมันและมีกลิ่นออกมา

สรุปข่าว
คราวนี้นอกจากคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ก็จะมีคนกลุ่มนี้นะครับที่เป็นโรคประจำตัวแล้วก็ทานยาบางอย่างที่อาจจะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่ามีกลิ่นแก่ได้
1. ผู้ที่มีความผิดปกติของการเกิดออกซิเดชันของกรดไขมัน (FAODs)
2. บุคคลที่มีภาวะขาดวิตามินบี 12 หรือบี 2 (ไรโบฟลาวิน)
3. ผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่าง เช่น ไตรเมทิลอะนูเรีย (TMAU)
4. ผู้ที่เป็นโรคตับหรือไต
5. ผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้ซึมเศร้า
เพื่อลดความเสี่ยงของกลิ่นไม่พึงประสงค์ ผมแนะนําให้ทําตามนี้ครับ โดยขอเน้นกลุ่มอาหารเสริมดังนี้
- ทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง Antioxidant เช่น เบอร์รี่ ผักใบเขียว และผักและผลไม้อื่นๆ เพื่อต้านอนุมูลอิสระ
- อย่าขาดโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน เมล็ดแฟลกซ์ และวอลนัท ไว้ในอาหารของคุณเพื่อช่วยการเผาผลาญกรดไขมันที่ดีต่อสุขภาพ
- การเสริมวิตามินบี 12 บี 2 และโปรไบโอติคเนื่องจากการขาดวิตามินบี 12 และบี 2 อาจทำให้เกิดการสะสมของไขมันเปอร์ออกไซด์ได้ และอย่าลืมโปรไบโอติคด้วยนะครับเพื่อการเผาผลาญไขมันอย่างมีประสิทธิภาพ
คราวนี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การใช้น้ำหอมหรือการเลือกโรลออนให้เหมาะกับตัวเอง ไม่ควรฉีดไปตรงบริเวณที่เราอยากจะเน้นนะครับ
- ฉีดหลังอาบน้ำเสร็จทันที
- เช็ดตัวให้แห้งก่อนนะครับแล้วทาโลชั่นที่ไม่มีกลิ่นจะช่วยให้ติดทนนานมากขึ้น
- บางคนอยากให้หัวตัวเองก็หอมฉีดลงบนหวีก็ได้นะครับ
- วิธีการฉีดให้ห่างจากตัวเองสักประมาณ 30 เซนติเมตรครับ
- แนะนำให้เน้นตรงจุดที่เป็นข้อพับนะครับ เช่นข้อมือข้อศอกครับ จะช่วยให้ติดทนนานทั้งวันครับ
- ใครที่ไม่มั่นใจก็พกอันเล็กๆไว้ติดตัวเผื่อฉีดระหว่างวันได้ครับ
กลิ่นแก่กับเรื่องของเหงื่อออกที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าเป็นคนละเรื่องกันนะครับวันหลังจะเขียนเพิ่มเติมนะครับเรื่องของเหงื่อออกเยอะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า เพราะหลายหลายคนเป็นโรคนี้ครับและอาจจะไม่รู้วิธีการแก้ไข แต่ก่อนจากไปใครอ่านถึงบรรทัดนี้แนะนำน้ำหอมหน่อยนะครับ
ที่มาข้อมูล : นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา
ที่มารูปภาพ : canva