มาทีหลังแต่ดังกว่า "BYD" ยานยนต์ไฟฟ้าจากจีน โค่น "Tesla" ของสหรัฐได้สำเร็จ
รายได้ปีที่ผ่านมาแซงหน้าไปแล้ว ด้วยยอดกว่า 1 แสน 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
และยังมีรายได้เพิ่มมากถึง 29 % ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด EV ของโลก
ตลาดของยานยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก ยังคงแข่งขันกันอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะศึกระหว่างค่ายจีนและสหรัฐอเมริกา
เรียกว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีก็ว่าได้ เพราะในขณะนี้บรรยากาศของการค้าโลกก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด
กับการทำสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
แต่ล่าสุด ในยกนี้ "จีนเป็นผู้ชนะ"
เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน ว่า BYD ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสัญชาติจีน หรือ EV
ได้รายงานผลประกอบการ โดยเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568
ระบว่า มีรายได้รวมประจำปี 2567 อยู่ที่ระดับ 777,000 ล้านหยวน
หรือประมาณ 107,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อน
มากกว่าที่ Bloomberg ซึ่งเป็นสื่อใหญ่ ด้านเศรษฐกิจ-ธุรกิจและการลงทุนของสหรัฐฯ คาดไว้แล้ว
แต่ที่สำคัญ ที่สุด ก็คือ ตัวเลขดังกล่าวที่ว่านี้
แซงหน้าคู่แข่งรายสำคัญจากสหรัฐอย่าง Tesla เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ
โดย Tesla ทำรายได้อยู่ที่ 97,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งปรับตัวลดลง 1.1% จากปีก่อนหน้า
นับเป็นทิศทางที่ชัดเจนว่า ฝั่งจีนขาขึ้น ฝั่งสหรัฐขาลง
ทั้งนี้ BYD ระบุว่ารายได้ในปีที่ผ่านได้รับแรงหนุน
จากยอดขายรถยนต์แบบไฮบริดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันบริษัทก็มีกำไรสุทธิพุ่งขึ้น 34% สู่ระดับ 4.025 หมื่นล้านหยวน
จากยอดขายรถยนต์ 4.27 ล้านคันในปีที่แล้ว พุ่งขึ้น 41% เมื่อเทียบรายปี
โดยยอดขายรถยนต์ในต่างประเทศอยู่ที่ระดับ 417,000 คัน พุ่งขึ้น 72%
สรุปข่าว
ขณะที่ หวัง ฉวนฝู (Wang Chuanfu) ประธานกรรมการและประธานบริษัทBYD
กล่าวชื่นชม บริษัทที่มีการพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดในปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง BYD ได้สร้างสถิติเป็นผู้ผลิตรายแรกของโลกที่มียอดการผลิต
รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) สะสมถึง 10 ล้านคัน ภายในเดือนพฤศจิกายน 2567
พร้อมประกาศความสำเร็จว่า “ขณะนี้ BYD ได้กลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในทุกภาคส่วน
ตั้งแต่แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงรถยนต์พลังงานใหม่
สลายการครองตลาดของแบรนด์ต่างชาติ และกำลังพลิกโฉมภูมิทัศน์ตลาดโลก”
นอกจากความสำเร็จในแง่ของรายได้และยอดขายแล้ว
ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ การพัฒนา ของ BYD ที่ล้ำสมัยและโดดเด่นมากๆ
ไม่ว่าจะเป็นรถลอยน้ำได้ หรือ การชาร์จไวภายใน 5 นาที เทียบเท่าการเติมน้ำมัน
ถัดจากยุคของสงครามราคาที่ห้ำหั่นกันอย่างสาหัสในยุคแรก ปัจจุบันนี้ค่ายอีวีเริ่มหันมาใส่เทคโนโลยีแข่งกันมากขึ้น
รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมใหม่ และสร้างสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจ แปลกใหม่ในวงการ
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 BYD ได้จัดงานเปิดตัว "Super e-Platform"
ที่นครเซินเจิ้น นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ใน 4 ด้านหลัก
ได้แก่
1) สถาปัตยกรรมไฟฟ้า 1000V ระบบไฟแรงสูงที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จ
2) แบตเตอรี่ชาร์จเร็วระดับเมกะวัตต์ที่สามารถชาร์จจาก 7% เป็น 60% ได้ภายใน 5 นาที
3) มอเตอร์ไฟฟ้าความเร็วสูงที่หมุนได้ถึง 30,511 รอบต่อนาที (rpm) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในโลก
4) ระบบชาร์จพลังสูงสุด 1000kW ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของ BYD
สามารถชาร์จได้เร็วเท่ากับการเติมน้ำมัน
หวัง ฉวนฝู ประธานและซีอีโอของ BYD กล่าวว่า
บริษัทต้องการทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์
และทำให้การเติมพลังงานรวดเร็วพอๆ กับรถน้ำมัน ปัจจุบันระบบชาร์จเร็วที่ดีที่สุดในตลาดอยู่ที่ระดับ 6C
แต่ BYD สามารถทำได้ถึง 10C ซึ่งเป็นอัตราการชาร์จที่เร็วที่สุดในอุตสาหกรรม
สามารถชาร์จเพียง 1 วินาที วิ่งได้ 2 กิโลเมตร ชาร์จ 5 นาที วิ่งได้ 400 กิโลเมตร
ซึ่งเทียบเท่ากับการเติมน้ำมันที่ใช้เวลา 5-8 นาทีต่อ 500 กิโลเมตร ถือเป็นการปิดจุดอ่อนของรถยนต์ไฟฟ้า
ที่ผู้ใช้กังวลเกี่ยวกับระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่
เทคโนโลยีระบบชาร์จใหม่ล่าสุดของบีวายดีนี้มีอัตราเร็วการชาร์จสูงสุด 1,000 กิโลวัตต์
ถือว่าแรงกว่าเป็นเท่าตัวเทียบกับซูเปอร์ชาร์จเจอร์ของ "เทสลา"
ซึ่งอัตราเร็วในการชาร์จอยู่ที่ 500 กิโลวัตต์ใน 15 นาที สำหรับขับเคลื่อน 270 กิโลเมตร
บีวายดี จะประเดิมติดตั้งระบบชาร์จรุ่นใหม่ Super e-Platform ในรถยนต์ไฟฟ้าสองรุ่นใหม่ คือ Han L sedan และ Tang L SUV
นอกจากนี้ BYD ยังมีรถลอยน้ำได้ กับการเปิดตัว YangWang U8 เข้ามาตีตลาดรถ SUV ซึ่งเป็นตัวที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำ
มาพร้อมกับโหมดลอยยตัวฉุกเฉินที่ป้องกันการจมอย่างน้อย 30 นาที
และไม่ใช่แค่ลอยเท่านั้นที่เป็นเช่นนั้น แต่ยังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยความเร็ว 3 กม./ชม. (1.8 ไมล์ต่อชั่วโมง) และล้อหมุนได้
และยังได้สร้างความฮือฮาเพราะล่าสุด BYD ได้นำรถลอยน้ำที่ว่านี้ มาเปิดตัวที่ไทย และโชว์การลอยน้ำให้เห็นนอกประเทศเป็นครั้งแรก ในงานมอเตอร์โชว์ 2025
โดย Yangwang เป็นแบรนด์น้องใหม่ในระดับ Luxury ของ BYD
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตากันมากที่สุด ณ วันนี้ สำหรับ BYD ก็คือ นโยบายของทรัมป์ 2.0
เพราะBYD คือ รถสัญชาติจีน และทรัมป์ก็ชัดเจนว่า ต้องการปกป้องอุตสาหกรรมในสหรัฐเท่านั้น โดยเฉพาะเทสลา ของน้องรัก "อิลอน มัสก์"
แม้วันนี้บรรยากาศการค้าจะตึงเครียด แต่ BYD ก็ยังคง มีแรงศรัทธาอันแรงกล้า ล่าสุดได้ประกาศตั้งเป้า เพิ่มยอดขายในต่างประเทศ 2 เท่า
คาดแตะ 800,000 คันในปี 2568 พร้อมสร้างโรงงานในบราซิล ไทย ฮังการี และตุรกี เพื่อหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเรื่องนี้ โดยบอกว่า หวัง ฉวนฝู ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง BYD กล่าวกับนักวิเคราะห์ในการรายงานผลประกอบการว่า
ได้ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายนอกประเทศจีนเป็น 2 เท่า หรือมากกว่า 800,000 คันในปี 2568 และจะพยายามเอาชนะภาษีศุลกากรด้วยการประกอบรถยนต์ในประเทศ
ปัจจุบัน BYD กำลังสร้างโรงงานในบราซิล ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน
นอกจากนี้ยังกำลังสร้างโรงงานในประเทศไทย ฮังการี และตุรกีอีกด้วย
หวัง ฉวนฝู ยังกล่าวอีกว่า BYD ไม่มีแผนจะขายรถยนต์ ให้กับแคนาดาและสหรัฐอเมริกาในระยะเวลาอันสั้นตอนนี้
เนื่องจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพราะรัฐบาลของทรัมป์และแคนาดา ยังคงเดินหน้าเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนมากถึง 100%
นับเป็นความสำเร็จ และเป็นความทะเยอทะยานที่ไม่หยุดยั้ง จาก BYD ยานยนต์ไฟฟ้าจากแดนมังกร ค่ายจีนเจ้านี้ ที่น่าจับตามากๆ
เพราะเกมนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นเกมที่มากกว่าการตลาด แต่มีเรื่องของอำนาจระหว่างประเทศมาเกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะวันที"โลก" อยู่ภายใต้เงาของ "ทรัมป์"
ที่มาข้อมูล : BYD Bloomberg Reuters TNN
ที่มารูปภาพ : TNN Freepik canva

ทิฆัมพร อยู่กำเหนิด