คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนา One investment forum 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ ว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังเตรียมจะพิจารณาออกกองทุน THAI ESG ตัวใหม่ เพื่อรองรับนักลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ที่ปัจจุบัน ยอมขายหน่วยลงทุนออกมาแม้จะยังมีผลขาดทุน จนเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลัง มองว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาแหล่งที่จะรองรับเงินลงทุนเหล่านี้ จึงมีแนวคิดตั้งกองทุน THAI ESG เข้ามารองรับ โดยที่นักลงทุนนั้น จะยังคงได้สิทธิ์การลดหย่อนภาษีและผลตอบแทนจากการลงทุนเช่นเดิม
ทั้งนี้ การเลือกออกเป็นกองทุน THAI ESG เนื่องจากบริษัทที่ทำ ESG ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีความสามารถในการลงทุนบริหารธุรกิจ ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการ ยังต้องรอการพิจารณาข้อมูลทางกฎหมายจะทำอย่างไรได้บ้าง ซึ่งกองทุน Thai ESG ตัวใหม่นี้ เบื้องต้นน่าจะกำหนดเงื่อนไขในแง่ระยะเวลาการลงทุนไว้ราว 5 ปี ส่วนจะออกมาเมื่อไหร่นั้น กระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกด้วยว่า กองทุน LTF ไม่ใช่ไม่ดี แต่ด้วยสถานการณ์เปลี่ยน ตอนนี้ LTF ขาดทุน เหลือแต่สิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษี แต่ผลตอบแทนไม่ได้ กองทุน Thai ESG จึงเหมาะที่จะช่วยยืดเวลาและเป็นแหล่งลงทุนให้นักลงทุนได้ ส่วนจะมีการลงทุนในต่างประเทศด้วยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณา ซึ่งกระทรวงการคลัง จะดูตามความเหมาะสม โดยในระหว่างนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปศึกษา
ส่วนการเตรียมออกโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) ที่อิงพันธบัตรรัฐบาลนั้น คุณพิชัยบอกว่า แนวทางนี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน เพราะจากเดิมพันธบัตรรัฐบาล จะมีแต่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ที่มีเงินทุนสูงเข้าลงทุน ซึ่งแนวทางการออกโทเคนดิจิทัลเบื้องต้น จะทำผ่าน sandbox ก่อน และจะลดวงเงินจากที่เคยตั้งไว้ 10,000 ปรับลงมาให้เหลือ 5,000 ล้านบาท โดยจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ผ่านแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว เบื้องต้น คาดว่าน่าจะออกได้ทันในปีงบประมาณนี้ หรือ ภายในเดือนกันยายนนี้ หลังจากนั้นจะประเมินว่าผลดีเป็นอย่างไร และเดินหน้าอย่างไร
นอกจาก 2 ประเด็นข้างต้นแล้ว กระทรวงการคลัง ยังมีแนวคิดที่จะดึงให้บริษัทต่างชาติ เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยมากขึ้ย ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีข้อกำหนดออกมาที่ชัดเจน ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องการผลักดันให้บริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทยให้มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยด้วย เพราะมีข้อดีคือบริษัทต่างชาติเหล่านี้ จะกลายเป็นบริษัทไทย มีศูนย์วิจัยในไทยในไทย สินค้าไทย และยังเป็นการสร้างการเติบโตและความเชื่อมั่นให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยได้อีกด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนแก้ไขกฎหมาย เพื่อจูงใจให้นักลงทุนไทยที่นำเงินไปลงทุนประกอบกิจการในต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวนมากขึ้น สามารถนำเงินรายได้ หรือกำไรกลับเข้ามาในประเทศอย่างสะดวกมากขึ้น แต่ยังไม่อยากให้นำไปพูดว่าการแก้ไขครั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่นำเงินกลับเข้ามาในประเทศไม่ต้องเสียภาษีเลย เพียงแค่อยากทบทวนเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง ว่าจะดำเนินการอย่างไรให้มีความสมเหตุสมผลมากขึ้น
สรุปข่าว
ขยับจากแผนเรียกความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นไทย ไปดูความเห็นของผู้เชี่ยวชาญการลงทุนจากต่างประเทศ ที่มีต่อตลาดหุ้นไทยบ้าง
โดยคุณเวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office, DBS Bank ให้ความเห็นในเชิงบวกต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทย (SET INDEX) ในปีนี้ โดยเชื่อว่ามีโอกาสที่ดัชนี จะฟื้นตัวขึ้นไปถึงระดับ 1,500 จุดได้ ด้วยอัตราการเติบโตของกำไรตลาด (EPS Growth) ที่ระดับร้อยละ 6-7 เป็นแรงหนุน ส่วนหนึ่งเพราะเชื่อว่าที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยโดนกดดันจากฟันด์โฟลว์ต่างชาติ เนื่องจากความต่างของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯและดอกเบี้ยในภูมิภาคเอเซีย โดยเฉพาะดอกเบี้ยประเทศไทยเอง แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่งอยู่ ซึ่งยังเป็น Upside ต่อหุ้นไทย
ทั้งนี้ ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทย ยังมีปัจจัยหนุนคือการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาสู่ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิดแล้ว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวประเทศจีนจะยังไม่กลับมาครบ แต่คาดว่าปัจจัยด้านการท่องเที่ยวจะหนุนเศราฐกิจไทยให้ขยายตัวได้อีกในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ DBS Bank สนใจและให้น้ำหนัก คือหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ที่คาดหมายว่าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบาย "China+1" ยังรวมถึงหุ้นกลุ่มค้าปลีก (Retail) ที่มองว่ายังแข็งแกร่งอยู่ เพราะได้รับอานิสงส์จากมาตรการต่างๆ จากภาครัฐบาล อย่างไรก็ดี DBS Bank ระบุว่าโดยรวมไม่ได้ชอบแค่เฉพาะตลาดหุ้นไทยเท่านั้น แต่ยังชอบตลาดอาเซียนทั้งหมด เนื่องจากมองว่ายังมีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจอยู่