สู้โลกเดือด! "เนสท์เล่" คุมต้นทุน เพิ่มใช้วัตถุดิบในไทย l การตลาดเงินล้าน

คุณ เจนิกา คอนเด ครูซ หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด พูดถึงภาวะโลกเดือดในปัจจุบัน ว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร สิ่งที่บริษัทฯ ทำ ก็คือการดูแลตลอดห่วงโซ่คุณค่า ดูว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในจุดใดได้บ้าง และลดต้นทุนตรงไหนได้บ้าง

เธอกล่าวว่า ปัญหาสภาพภูมิอากาศ เป็นปัจจัยทำให้ราคาเมล็ดกาแฟเพิ่มสูงขึ้น นั่นทำให้ ยิ่งจำเป็นมากขึ้นในการขับเคลื่อนการเกษตรเชิงฟื้นฟู ที่จะทำให้เกษตรกรมีผลผลิตมากขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง แต่สุดท้ายแล้ว จุดมุ่งหมายของบริษัทฯ คือ การผลิตผลิตภัณฑ์ ที่อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนั้นบริษัทฯ จะไม่ประนีประนอมทั้งในเรื่องของคุณภาพ และรสชาติ

ปัจจุบัน แบรนด์เนสกาแฟ ใช้วัตถุดิบจากในประเทศ อยู่ที่ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นการจัดหาวัตถุดิบจากการทำการเกษตรเชิงฟื้นฟู และอีกส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ดี มีเป้าหมายที่จะเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นร้อยละ 50 ภายในปี 2030 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้า

สรุปข่าว

ภาวะโลกเดือด หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ที่เห็นได้ชัดคือ เมล็ดกาแฟ ทำให้มีราคาสูงขึ้น แนวทางการรับมือของ เนสท์เล่ บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม เจ้าของแบรนด์ เนสกาแฟ และอื่น ๆ ก็คือการดูตลอดห่วงโซ่คุณค่า ลดต้นทุน และการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน ทำผ่านการขับเคลื่อนการเกษตรเชิงฟื้นฟู ปัจจุบัน ใช้วัตถุดิบ(เมล็ดกาแฟ) ในไทยผ่านแนวทางดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 20 แล้ว และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือปี 2030 รวมถึง น้ำนมดิบ ก็มีเป้าหมายเดียวกัน

ส่วนน้ำนมดิบ ก็เช่นเดียวกัน ที่มีเป้าหมายในการจัดหาน้ำนมดิบจากการเกษตรเชิงฟื้นฟู จากในประเทศ ให้เป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ภายในปี 2030

ผู้บริหาร เนสท์เล่ ไทย กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ทำงานร่วมกับเกษตรกร ในการทำการเกษตรเชิงฟื้นฟู มานานกว่า 40 ปี และทำงานกับชาวสวนกาแฟจำนวน 2,900 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในแนวทาง การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน และแผนต่อไป คือการมุ่งส่งเสริมการปลูกกาแฟ และการเลี้ยงโคนม ตามหลักการเกษตรเชิงฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง และจะขยายพื้นที่เพาะปลูกกาแฟโรบัสต้าไปยังจังหวัดอื่น ๆ มากขึ้นด้วย เช่น ที่จังหวัดตาก และจังหวัดเลย

อีกทั้ง จะสนับสนุนเกษตรกรโคนมในการพัฒนาคุณภาพน้ำนม และลดต้นทุน ด้วยการจัดหาแหล่งหญ้าและอาหารสัตว์ มาป้อนฟาร์มโคนม พร้อมขยายการทำลานปูนสำหรับตากมูลโค และส่งเสริมการทำมูลโคบางส่วนไปเลี้ยงไส้เดือนเป็นปุ๋ยคุณภาพสูง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้กับเกษตรกร อีกด้วย

ทั้งนี้ การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เป็นหนึ่งในแผนงาน เน็ต ซีโร่ (Net Zero) หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 ของ เนสท์เล่ ประเทศไทย โดยภายในปี 2030 จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ก่อน ที่ร้อยละ 50

แผนงานดังกล่าวประกาศมาตั้งแต่ปี 2021 โดยจะดำเนินการด้านความยั่งยืน ตั้งแต่ฟาร์มไปสู่มือผู้บริโภค ซึ่งนอกจากเรื่องการจัดหาวัตุดิบอย่างยั่งยืนแล้ว ยังมีในเรื่อง การดูแลและจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน, ความยั่งยืนด้านบรรจุภัณฑ์ และสุดท้าย คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ปัจจุบัน โรงงานทั้งหมดของเนสท์เล่ 8 แห่ง ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% รวมถึงศูนย์กระจายสินค้า และแผนต่อไป จะยังคงเลือกใช้เทคโนโลยีการผลิตใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อไปสู่เป้าหมายต่อไป 

มาดูในฝั่งของผู้บริโภคกันบ้าง เมื่อพูดถึงโลกร้อน หรือโลกเดือดในปัจจุบัน ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จากทั่วโลก ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น

การสำรวจดัชนีความยั่งยืน ของกันตาร์ (Kantar) พบว่า ร้อยละ 40 ของผู้บริโภคทั่วโลก ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กลุ่มนี้อาจจะยังไม่ลงมือทำจริงจังนัก ขณะที่อีกร้อยละ 20 จะให้ความสำคัญมาก และมีการลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อมุ่งหวังที่สร้างการเปลี่ยนแปลง แต่ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 40 ยังเป็นกลุ่มที่เพิกเฉยในเรื่องนี้ หรือมีความสนใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ขณะที่คนไทย เกี่ยวกับเรื่องความยั่งยืน จากผลสำรวจดังกล่าว พบว่า ให้ความสำคัญกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มากที่สุด ตามมาด้วย การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และอันดับ 3 คือให้ความสำคัญกับ การบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ โดยร้อยละ 76 ของผู้บริโภคคนไทย ให้ความสนใจกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นอย่างมาก แต่ยังมีช่องว่างระหว่างค่านิยมและการกระทำจริง ผู้บริโภคคนไทย ร้อยละ 91 อยากใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

แต่มีเพียงร้อยละ 42 เท่านั้น ที่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างจริงจัง เนื่องจากผู้บริโภคไม่ต้องการ หรือไม่สามารถประนีประนอมในเรื่องเวลา งบประมาณ รสชาติ คุณภาพ และความเพลิดเพลินจากผลิตภัณฑ์ ให้กับความยั่งยืนเพียงอย่างเดียวได้

คุณ เจนิกา บอกด้วยว่า จากข้อมูลอินไซต์ดังกล่าว ประกอบกับการที่ บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตอย่างยิ่งยืนมากขึ้น จึงสานต่อแคมเปญการสื่อสารแบบครบวงจร ในชื่อ "เล็กน้อยเปลี่ยนโลกได้" เพื่อมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์คนละเล็กละน้อย เพื่อรวมพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้โลกน่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยคาดหวังจะเข้าถึงคนไทยมากกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ 

สำหรับ เนสท์เล่ เป็นบริษัทอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำระดับโลก ที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยมากกว่า 130 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า ในช่วงปี 2561 ถึงปี 2567 เนสท์เล่ ได้มีการลงทุนในไทยเพื่อขยายสายการผลิต ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟ เครื่องดื่ม ยูเอชที และอาหารสัตว์ ที่มีมูลค่ารวมสูงกว่า 22,800 ล้านบาท