
CNBC รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า ทีมงานกำลังหารือเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีร้อยละ 10 สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน โดยพิจารณาจากการที่จีนส่งเฟนทานิลไปยังเม็กซิโกและแคนาดา ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่จะมีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์
ทั้งนี้ เฟนทานิล (Fentanyl) ซึ่งเป็นสารกลุ่มโอปิออยด์สังเคราะห์ เป็นยาเสพติดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคนในสหรัฐฯ แต่ละปีจากการใช้ยาเกินขนาด ขณะที่สารตั้งต้นส่วนใหญ่ผลิตขึ้นในจีนและเม็กซิโก
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เกี่ยวกับเฟนทานิลและการค้า ส่วนรายงานจากฝ่ายจีนระบุว่า ประธานาธิบดีจีนเรียกร้องให้ร่วมมือกัน และมองว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศเป็นประโยชน์ร่วมกัน
สหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของจีนในเมื่อวัดในแง่รายประเทศ ข้อมูลจาก “วินด์ อินฟอร์เมชัน” ระบุว่า สหรัฐฯ นำเข้าจากจีนในรูปสกุลเงินดอลลาร์ลดลงร้อยละ 0.1 ในปีที่แล้ว ขณะที่สหรัฐฯ ส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9
ข้อมูลระบุด้วยว่า ในปี 2567 จีนเกินดุลสหรัฐฯ อยู่ที่ 361 ล้านดอลลาร์ สูงกว่า 316.9 ล้านดอลลาร์ในปี 2563 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่ “ทรัมป์” ดำรงตำแหน่งสมัยแรก
หลังจากนั้นทำเนียบขาวได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนเพื่อให้จีนนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และแก้ไขข้อกังวลที่มีมายาวนานของธุรกิจสหรัฐฯ ในจีน ทำให้จีนตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีเช่นกัน
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจระหว่างประเทศปีเตอร์สัน ระบุว่า หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีศุลกากรจากจีนอีกร้อยละ 10 และจีนตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน อาจทำให้มูลค่า GDP ของสหรัฐฯ ลดลง 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 4 ปีที่ “ทรัมป์” ดำรงตำแหน่งสมัย 2 และทำให้ GDP ของจีนลดลง 1.28 แสนล้านดอลลาร์

สรุปข่าว