

สรุปข่าว
นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ในปี 2568 นี้ กรมสรรพสามิตจะผลักดันการจัดเก็บภาษีโซเดียม หรือ “ภาษีความเค็ม” ให้เห็นเป็นรูปธรรม ในรูปแบบอัตราภาษีขั้นบันได เช่นเดียวกับภาษีความหวาน ที่มีผลบังคับใช้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษา โดยจะเริ่มเก็บภาษีความเค็มจากขนมขบเคี้ยว ซึ่งไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
ทั้งนี้ กรมจะพิจารณาจากจำนวนเกลือที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนส่วนผสมในการปรุงรส โดย กรมจะศึกษาให้ละเอียด และรอบคอบ ไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการ และมีระยะเวลาให้ผู้ประกอบการได้ปรับตัว
เนื่องจากการเก็บภาษีความหวาน 7-8 ปีที่ผ่านมา พบว่าประชาชนบริโภคหวานลดลง ถือว่ากลไกภาษีได้เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพของประชาชน เพราะปัจจุบัน คนไทยกินโซเดียมสูงกว่าอัตราที่ควรจะเป็นถึง 2 เท่า ดังนั้น กรมจึงต้องเข้ามาดูว่าจะใช้กลไกภาษีอย่างไร เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค
นอกจากนี้กรมยังคงมุ่งเน้นในการดำเนินนโยบายด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง โดยต่อยอดการดำเนินงาน เพื่อมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืน หรือ Sustainability สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และปรับปรุงการทำงานให้เป็นองค์กรที่ทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้
สำหรับด้านนโยบายภาษี จะใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือในการสร้างความยั่งยืน เช่น
ภาษีรถยนต์ จะมีการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายใน ไปสู่ยานยนต์แห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ยายนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด เป็นต้น
ภาษีแบตเตอรี่ จะมีการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่จำเป็นต้องมีการใช้แบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ โดยกำหนดเกณฑ์ตามค่า Energy Density หรือประจุไฟฟ้าต่อน้ำหนัก และรอบการอัดประจุไฟฟ้า
ภาษีคาร์บอน จะเพิ่มกลไกราคาคาร์บอนภายในโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน จากการคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับราคาคาร์บอน
ภาพจาก: AFP
ที่มาข้อมูล : -