“สมุนไพรไทย” หอมไกลทั่วโลก กวาดรายได้ปี 66 กว่า 8.7 แสนล้าน

“สมุนไพรไทย” หอมไกลทั่วโลก กวาดรายได้ปี 66 กว่า 8.7 แสนล้าน

สรุปข่าว

วันนี้ ( 29 ส.ค. 67 )นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้วิเคราะห์รายธุรกิจในเชิงลึก พบว่า "ธุรกิจสมุนไพรไทย" มีโอกาสที่น่าสนใจ ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ สืบเนื่องจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความตื่นตัวในการดูแลสุขภาพตัวเอง ประกอบกับมีทางเลือกในการป้องกันโรค การรักษาด้วยการใช้สมุนไพรที่เป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของไทย ทำให้ธุรกิจในกลุ่มนี้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ธุรกิจสมุนไพรมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากสินค้าของไทยได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติที่มักจะซื้อใช้งานเอง หรือนำกลับไปเป็นของฝาก อาทิ ยาดม ยาหม่อง เครื่องสำอาง ยา และอาหาร ประกอบกับเกิดปรากฎการณ์บนโลกออนไลน์ที่ ผู้มีชื่อเสียงทั้งชาวไทยและต่างชาติหยิบสินค้าไทย (ยาดม) ขึ้นมาใช้งาน และมีภาพเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียไปทั่วโลก


"ยกตัวอย่าง นักร้องไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก "ลิซ่า" ลลิษา มโนบาล และล่าสุดนักกีฬายกน้ำหนักไทย ที่สูดยาดมก่อนขึ้นไปแข่งขันในกีฬาระดับโอลิมปิกก่อนคว้าเหรียญเงินมาได้ จนภาพกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ และเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติ เป็นโอกาสสำคัญที่สมุนไพรไทยจะกลายเป็น Soft Power สร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้ไม่ยาก" อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าว


สำหรับภาพรวมผลประกอบการของธุรกิจสมุนไพรในปี 2566 สร้างรายได้ 872,466.83 ล้านบาท กำไร 27,497.70 ล้านบาท โดยกลุ่มขายปลีก/ขายส่ง เป็นกลุ่มที่ทำรายได้และกำไรสูงที่สุด


ขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนธุรกิจสมุนไพรในประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุน 38,707.25 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในกลุ่มขายปลีก/ขายส่งมากที่สุด มูลค่าการลงทุน 34,042.05 ล้านบาท โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจสมุนไพรสูงสุด 3 อันดับคือ สหรัฐอเมริกา เงินลงทุน 11,809.12 ล้านบาท, ญี่ปุ่น 5,082.04 ล้านบาท และสิงคโปร์ 3,274.73 ล้านบาท


ภาพจาก: AFP 

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ :

แท็กบทความ

สมุนไพรไทย
ยาดมไทย
หงส์ไทย
ธุรกิจสมุนไพรไทย
ยาหม่อง
เครื่องสำอางค์