TNN สศช.ห่วงครัวเรือนหันพึ่งหนี้นอกระบบ

TNN

เศรษฐกิจ

สศช.ห่วงครัวเรือนหันพึ่งหนี้นอกระบบ

สศช. ห่วงครัวเรือนหันพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น และเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้บ้านเร่งตัวขึ้น เหตุสถานะทางการเงินตึงตัว และแบงก์เข้มงวดการปล่อยกู้

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์เปิดเผยภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ของปี 2567 ว่าประเด็นหนี้สินครัวเรือนที่ควรให้ความสำคัญคือแนวโน้มการก่อหนี้ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น ในสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด โดยเป็นหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงหากครัวเรือนไม่ระมัดระวังในการก่อหนี้หรือไม่มีวินัยทางการเงิน จะนำไปสู่การติดกับดักหนี้ 


นอกจากนี้ ครัวเรือนมีความเสี่ยงจากการต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น เพราะจากสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลง รวมถึงมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อของลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่กู้ในระบบเต็มวงเงินแล้ว ทำให้ไม่เหลือทางเลือกจนอาจต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ 


โดยจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2566 พบว่า ครัวเรือนไทยก่อหนี้นอกระบบคิดเป็นมูลค่า 67,000 ล้านบาท และส่วนใหญ่ (ร้อยละ 47.5) เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้จ่ายอุปโภคบริโภค สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดสภาพคล่องของครัวเรือน   อีกประเด็นที่สำคัญคือ พบว่าแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้บ้านที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะบ้านที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 3 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า รายได้ของครัวเรือนบางกลุ่มยังไม่ฟื้นตัว และสถานะทางการเงินยังตึงตัว จากการเลือกที่จะผิดนัดชำระหนี้บ้านก่อนสินเชื่อประเภทอื่น แม้ว่าบ้านจะถือเป็นสินทรัพย์จำเป็น 


สำหรับมาตรการแก้ไขหนี้ครัวเรือนโดยจะนำเงินที่สถาบันการเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF มาใช้นั้น  เลขาธิการสศช.ระบุว่า  จะมีผลต่อการชำระคืนหนี้ FIDF ต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะหมด แต่มีความจำเป็นต้องนำเงินส่วนนี้มาใช้ เพราะฐานะการคลังมีข้อจำกัด จากภาระการใช้เงินจำนวนมากในโครงการต่างๆ  ของรัฐบาล แต่ปัญหาหนี้คร้ัวเรือนก็จำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง 


ดังนั้นแนวทางการนำเงิน FIDF ไปใช้จะต้องทำให้เกิดความคุ้มค่า สามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้จริง และช่วยลดภาระงบประมาณได้ด้วย  ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการชี้แจงรายละเอียดของมาตรการในเร็วๆนี้ 


ที่มา TNN

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง