

สรุปข่าว
อาหารฟาสต์ฟู้ด นอกจากจะหาทานง่ายและเร็ว ยังเป็นเมนูที่ถูกปากใครหลายคน แต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่อาจต้องระวัง เพราะแม้จะอร่อยถูกปากผู้ใหญ่ แต่อาจไม่ดีต่อสุขภาพของเด็ก ที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโค ยังต้องการสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยมีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่า เด็กที่ทานอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ หรือมากเกินไป ส่งผลให้เด็กมีไอคิวต่ำ
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยลอนดอน ได้แบ่งกลุ่มเด็กที่ได้รับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อยๆ กับเด็กที่ได้รับประทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบสดใหม่ หรืออาหารที่ปรุงภายในครอบครัว พบว่า ครอบครัวที่ไม่มีเวลาปรุงอาหารจากวัตถุดิบสดใหม่ให้ลูกรับประทาน เด็กๆ กลุ่มนี้ได้คะแนนจากการทดสอบระดับสติปัญญาต่ำกว่าเพื่อนๆ ประมาณ 2 - 5 คะแนน และมักประสบปัญหาในการเรียน
ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า ความสดใหม่ของอาหาร และคุณภาพของอาหารนั้นมีความสำคัญมาก เพราะเด็กนั้นต้องการการเจริญเติบโตในทุก ๆ ด้านของร่างกาย
ลดอาหารฟาสต์ฟู้ด ปรับการกินให้เหมาะสมกับช่วงวัย
คำแนะนำจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำการทานอาหารที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทั้งด้านไอคิวและร่างกาย ดังนี้
- เด็กวัยก่อนเรียน อายุ 1-5 ปี ยังไม่สามารถรับประทานอาหารได้เยอะมากนัก ควรป้อนอาหารเป็นมื้อเล็กๆ และของว่างที่มีประโยชน์ ฝึกให้เด็กกินผักโดยอาจจะหั่นเป็นชิ้นเล็กสอดแทรกลงไปในอาหารให้มีสีสันสวยงาม น่ารับประทาน ฝึกให้เด็กหยิบจับอาหารด้วยตัวเอง
- เด็กวัยเรียน อายุ 6 – 12 ปี ควรให้ความสำคัญกับอาหารเช้า รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ วัยนี้มักจะเลือกอาหารที่เข้าถึงได้ง่ายที่มีขายอยู่ทั้งในและนอกโรงเรียน หรือใกล้ที่พักอาศัย ควรมีการให้ความรู้ทางโภชนาการและปลูกฝังพฤติกรรมทการบริโภคอาหารที่เหมาะสม
และควรให้เด็กได้บริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมเพื่อให้ได้รับโปรตีนและแคลเซียม นำไปใช้ในการเจริญเติบโตของร่างกาย เสริมสร้างกระดูกและฟัน ซึ่งนมที่เหมาะสมสำหรับเด็ก คือ นมครบส่วน หรือนมไขมันเต็มเพราะให้พลังงานที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ควรเป็นนมรสจืดที่ไม่ปรุงรส
- ส่วนวัยรุ่น หรือ เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป สามารถรับประทานอาหารได้มาก เพราะมีการเจริญเติบโตของร่างกายอย่างรวดเร็ว ต้องการอาหารที่มีพลังงานสูงแต่ให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน วัยรุ่นมักจะให้ความสำคัญกับรูปร่างและสัดส่วนของร่างกายซึ่งไม่ควรใช้วิธีการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก แต่ควรใช้วิธีการรับประทานอาหารให้ถูกสัดส่วนและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ขอบคุณข้อมูล: รพ.วิชัยยุทธ, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพปก: Envato
ที่มาข้อมูล : -