รู้จัก "พ.ร.บ.อากาศสะอาด" สิทธิขั้นพื้นฐานของการหายใจ

รู้จัก "พ.ร.บ.อากาศสะอาด" สิทธิขั้นพื้นฐานของการหายใจ

สรุปข่าว

รู้จัก พ.ร.บ.อากาศสะอาด ความหวังคนไทย-สิทธิขั้นพื้นฐานของการหายใจ 


จากวิกฤตสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในช่วงต้นปี 2566 ที่ผ่านมาทำให้หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือและกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะเดียวกันดัชนีคุณภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของไทยก็พุ่งสูงติดอันดับโลก จนทำให้จำนวนผู้ป่วยจากฝุ่นพิษเพิ่มขึ้นอย่างมากนั้น


สำหรับ สถานการณ์ฝุ่น pm 2.5 ล่าสุด  พบว่า กรุงเทพมหานครยังคงเผชิญกับคุณภาพอากาศแย่ต่อเนื่อง เช้าวันนี้ ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานครรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พบว่า ฝุ่นเกินค่ามาตรฐานปกคลุมทั่วกรุงเทพมหานคร เกินมาตรฐานอยู่ในระดับสีส้ม เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 70 พื้นที่ (มาตรฐานไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.) พบค่าฝุ่นสูงสุด ในเขต เขตวังทองหลาง/ บึงกุ่ม /หนองจอก /บางกอกน้อย /บางรัก /บางนา  และ ลองสามวา เป็นต้น


ล่าสุด นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม.ได้มีมติเห็นชอบ พระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อประชาชน ซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจสอบตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ทีมข่าว TNNOnline ขอนำเสนอสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบ ให้ทราบถึงแนวทางในการแก้ปัญหาฝุ่น pm2.5 ที่กำลังเป็นตัวการทำลายสุขภาพของคนไทย เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการ "หายใจ" 



พ.ร.บ.อากาศสะอาด คืออะไร


พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกลไกในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศในทุกมิติ โดยได้กำหนดให้มีคณะกรรมการ เพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและเชิงวิชาการ และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ กำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดที่ครอบคลุมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทุกรูปแบบ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการ เกษตรกรรม การคมนาคมและขนส่ง การเผาในที่โล่ง การเผาป่า การเผาในพื้นที่เกษตรกรรม การก่อสร้าง หมอกควันข้ามแดน รวมถึงมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศเชิงพื้นที่ ตลอดจนการมีเครื่องมือหรือมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมรับผิดชอบ และมีบทบาทหน้าที่ในการควบคุม ปรับลด และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศร่วมกัน


สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ


1. คณะกรรมการเพื่อการจัดการอากาศสะอาด

กำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและเชิงวิชาการ และ

การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ดังนี้
  1.1 คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด ซึ่งมี นรม. เป็นประธานกรรมการ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย

  1.2 คณะกรรมการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งมี รมว.ทส. เป็นประธานกรรมการ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการขับเคลื่อนเชิงวิชาการ

  1.3 คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ และ คกก. อากาศสะอาดพื้นที่เฉพาะ ซึ่งจะแต่งตั้งเมื่อพบว่ามีสถานการณ์และระดับมลพิษทางอากาศในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นการเฉพาะ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่


2. ระบบการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดของประเทศ กำหนดให้ คณะกรรมการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดดำเนินการพัฒนาระบบการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดของประเทศ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาด ระบบเฝ้าระวังเพื่อคุณภาพอากาศสะอาด ระบบฐานข้อมูลคุณภาพอากาศแห่งชาติ กรอบแนวทางการพัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และแผนปฏิบัติการการพัฒนาคุณภาพอากาศ 


3. มาตรการการลดและควบคุมมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด จำแนกได้ 4 ประเภท แหล่งกำเนิดประเภทสถานที่ถาวร แหล่งกำเนิดประเภทเผาในที่โล่ง แหล่งกำเนิดประเภทยานพาหนะ และแหล่งกำเนิดประเภทมลพิษข้ามแดน


4. เขตเฝ้าระวังและเขตประสบมลพิษทางอากาศ โดยกำหนดการประกาศเขตพื้นที่ในกรณีที่มีสถานการณ์พิเศษเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ 


5. เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด ดังนี้ ภาษีอากรสำหรับอากาศสะอาด ค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษทางอากาศ การกำหนดและโอนสิทธิในการระบายมลพิษทางอากาศ การประกันความเสี่ยง และมาตรการอุดหนุน สนับสนุน หรือส่งเสริมบุคคลหรือกิจกรรมสำหรับอากาศสะอาด


6. ความรับผิดทางแพ่งและบทกำหนดโทษ


ทำไมต้องมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด


รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม คณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ว่า กฎหมายปัจจุบันไม่สามารถแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งที่มองไม่เห็น ขณะที่กฎหมายที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมยังกระจัดกระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถแก้ไขถึงต้นตอปัญหาได้ เพราะกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่ได้ออกแบบเรื่องคุณภาพอากาศที่มีความซับซ้อนมากกว่าทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เช่น การให้สิทธิประชาชนได้หายใจในอากาศสะอาด และการเข้าไปควบคุมกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษทางอากาศ หรือกำหนดมาตรการที่จะสนับสนุนและผลักดันให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมดำเนินการเพื่อลดปัญหาด้วย


ขณะที่ นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษกำลังพิจารณาถึงจุดแข็งของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ในแต่ละร่างออกมาเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.มีหลายฉบับและมีหลากหลายเนื้อหาที่อาจสร้างปัญหาอีกในอนาคต บางร่างไม่ได้ลงในรายละเอียด บางร่างไม่มีกลไกเรื่องการจัดการในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจึงได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกันจากภาคประชาสังคม เพื่อดึงจุดแข็งในการแก้ไขปัญหาและทำให้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด สมบูรณ์และแก้ปัญหาได้จริงในอนาคต


“การแก้ปัญหาฝุ่นมีวิธีคิดที่แตกต่างจากการแก้ปัญหามลพิษปกติ หลายคนอาจจะคิดว่าจะต้องมีผู้ร้ายที่จะต้องสร้างมลพิษตัวนั้นมา แต่ฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่เกิดจากหลาย ๆ มิติ หลาย ๆ กิจกรรม ทั้งการพัฒนาการเกษตร การจราจร การมีชีวิตความเป็นอยู่ แม้แต่การเลือกกิน เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นการมองปัญหาฝุ่นเป็นผู้ร้ายและหาตัวผู้ร้ายคงไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้สำเร็จ แต่จะต้องอาศัยทุกภาคส่วนมาช่วยกันหาทางออกและแก้ปัญหาในเรื่องนี้เพราะเป็นปัญหาที่ทุกคนมีส่วนทำให้เกิดขึ้น” ปิ่นสักก์ กล่าว



สถิติผู้ป่วยจาก "มลพิษทางอากาศ"  พบ 3 เดือน ป่วยเกือบ 2 ล้านคน 


สำหรับ ข้อมูลเฝ้าระวังโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2566 – 19 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ รวม 1,730,976 ราย สัปดาห์นี้เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 228,870 ราย กลุ่มโรคที่พบสูงสุด ได้แก่ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ และกลุ่มโรคตาอักเสบ 



ภาพ TNNOnline 

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ :

แท็กบทความ