

สรุปข่าว
วันนี้ ( 7 ต.ค. 66 )นายแพทย์บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การปนเปื้อนเชื้อซาลโมเนลาในประเทศไทย ว่า จากการตรวจยืนยันเชื้อซาลโมเนลลา กลุ่มไม่ใช่ไทฟอยด์ ก่อให้โรคระบบทางเดินอาหาร หรือโรคอาหารเป็นพิษ ที่เรียกว่า โรคซาลโมเนลโลสิส โดยทั่วไปมีการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และอุจจาระร่วง พบได้โดยการรับประทานที่ปนเปื้อนของเชื้อ ความรุนแรงของอาการป่วยจะแตกต่างไปตามชนิดและปริมาณเชื้อที่บริโภค
ผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่รุนแรงไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพ เพราะอาการจะหายไปเองภายใน 7 วัน แต่ในผู้ป่วยในกลุ่มที่เรียกว่า YOPI(โยพี) ได้แก่ ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก (Young) ผู้ป่วยที่สูงอายุ (Old) ผู้ป่วยตั้งครรภ์ (Pregnant) และผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน (Immune deficient) อาจมีอาการรุนแรงหรือติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้ จึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ร่วมกับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ทราบสายพันธุ์ และรูปแบบการดื้อยาต้านจุลชีพ เพื่อเป็นแนวทางการรักษา
จากข้อมูลการตรวจยืนยันสายพันธุ์ของเชื้อซาลโมเนลลา ระหว่างเดือน มกราคม - กรกฎาคม 2566 พบสายพันธุ์ซาลโมเนลลาที่พบมากสุด 3 ลำดับแรก คือ ซาลโมเนลา อัมเตอร์ดัม ซาลโมเนลา บรูไน และ ซาลโมเนลา Weltevreden โดยพบในวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ น้ำอุปโภค และผักสลัด
นอกจากนี้มีรายงานการตรวจพบเชื้อซาลโมเนลลา ในผลิตภัณฑ์นำเข้า ณ ด่านตรวจสินค้าของสหภาพยุโรป พบในขนมฮาลวาจากสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย พบในกุ้งขาวแวนนาไม และในเห็ดหูหนูดำแห้ง จากเวียดนาม ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบในประเทศไทยเช่นกัน
จากข้อมูลดังกล่าว บอกถึงสถานการณ์การปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลา ในอาหารที่พบได้ตลอดห่วงโซ่อาหารทั้งในอาหาร และน้ำ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สำหรับอาหารที่รับประทานโดยไม่ผ่านการปรุงสุกด้วยความร้อน มีความเสี่ยงการปนเปื้อนสูง ดังนั้นผู้บริโภคควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อน หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่สะอาด และมีการล้างทำความสะอาด เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อ
ภาพจาก : AFP
ที่มาข้อมูล : -