“เอลนีโญ” จ่อแรงขึ้นปลายปี ทำ “ฤดูฝน” ปีนี้สั้นลง แถม “ฤดูหนาว” ไม่หนาว!

Share on Line Share on Facebook Share on X
“เอลนีโญ” จ่อแรงขึ้นปลายปี ทำ “ฤดูฝน” ปีนี้สั้นลง  แถม “ฤดูหนาว” ไม่หนาว!

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนจับตาสถานการณ์เอลนีโญ หลังเริ่มก่อตัวตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและขณะนี้อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 ขณะที่ประเทศไทยยังมีฝนตกต่ำกว่าค่าปกติ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติรายงานพบอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 13 แห่ง มีปริมาณน้ำต่ำกว่าร้อยละ 30 สะท้อนความเสี่ยงด้านน้ำที่ต้องเฝ้าระวัง แม้หลายพื้นที่ยังมีน้ำในระดับเพียงพอในช่วงนี้


นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยาการบิน กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยสถานการณ์เอลนีโญว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และปัจจุบันมีความรุนแรงอยู่ในระดับปานกลาง โดยเริ่มเห็นผลกระทบต่อรูปแบบฝนของประเทศไทย ซึ่งมีปริมาณต่ำกว่าค่าปกติและตกไม่สม่ำเสมอ


ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–2 สิงหาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 8 โดยลักษณะการตกของฝนยังเป็นแบบตกหนักเป็นบางแห่ง ทำให้แม้บางพื้นที่จะมีปริมาณน้ำมาก แต่ภาพรวมการกระจายตัวของฝนยังมีความแปรปรวนสูง


สรุปข่าว

จับตา “เอลนีโญ” ทวีความรุนแรงช่วงปลายปี หลังปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีโอกาสสูงถึง 81% ที่จะพัฒนาเข้าสู่ระดับรุนแรงมากในช่วงตุลาคม–ธันวาคม ส่งผลให้ประเทศไทยเสี่ยงเผชิญฝนตกน้อยและไม่สม่ำเสมอ ขณะที่ฤดูฝนอาจสั้นลง และฤดูหนาวปีนี้มีแนวโน้ม “ไม่หนาวเย็นมาก” อย่างที่คาดการณ์ ท่ามกลางสถานการณ์น้ำที่ต้องเฝ้าระวัง หลังพบอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 13 แห่ง มีปริมาณน้ำต่ำกว่าร้อยละ 30 ของความจุ

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนจับตาสถานการณ์เอลนีโญ หลังเริ่มก่อตัวตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและขณะนี้อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 ขณะที่ประเทศไทยยังมีฝนตกต่ำกว่าค่าปกติ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติรายงานพบอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 13 แห่ง มีปริมาณน้ำต่ำกว่าร้อยละ 30 สะท้อนความเสี่ยงด้านน้ำที่ต้องเฝ้าระวัง แม้หลายพื้นที่ยังมีน้ำในระดับเพียงพอในช่วงนี้


นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยาการบิน กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยสถานการณ์เอลนีโญว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และปัจจุบันมีความรุนแรงอยู่ในระดับปานกลาง โดยเริ่มเห็นผลกระทบต่อรูปแบบฝนของประเทศไทย ซึ่งมีปริมาณต่ำกว่าค่าปกติและตกไม่สม่ำเสมอ


ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–2 สิงหาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 8 โดยลักษณะการตกของฝนยังเป็นแบบตกหนักเป็นบางแห่ง ทำให้แม้บางพื้นที่จะมีปริมาณน้ำมาก แต่ภาพรวมการกระจายตัวของฝนยังมีความแปรปรวนสูง


นายสมควรระบุว่า แนวโน้มเอลนีโญมีโอกาสรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนกันยายน–พฤศจิกายน และมีความน่าจะเป็นถึงร้อยละ 81 ที่จะเข้าสู่ระดับรุนแรงมาก หรือ Very Strong ในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม ซึ่งตรงกับช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาลของประเทศไทย จากนั้นมีแนวโน้มอ่อนกำลังลง แต่ยังต้องติดตามโอกาสที่สถานการณ์จะกลับมารุนแรงอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569–มกราคม 2570 ก่อนจะค่อย ๆ ลดระดับลงสู่ปานกลางและอ่อนกำลังลงก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปี 2570


สำหรับประเทศไทย ผลกระทบสำคัญคือฝนอาจตกไม่สม่ำเสมอและมีปริมาณลดลงในบางพื้นที่ แม้ปัจจุบันหลายพื้นที่ยังมีน้ำในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะตอนบนของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และพื้นที่ด้านตะวันออก แต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่ควรทำให้เกิดความชะล่าใจ เนื่องจากรูปแบบฝนตลอดฤดูยังมีความแปรปรวนสูง


อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนสิงหาคม–กันยายนยังถือเป็นช่วงที่มีความหวังว่าจะมีฝนเข้ามาช่วยเติมน้ำในบางพื้นที่ ก่อนที่ปริมาณฝนอาจลดลงและไม่เพียงพอต่อความต้องการในบางพื้นที่ ขณะเดียวกันเอลนีโญยังอาจส่งผลต่อฤดูกาลของประเทศไทย โดยมีความเป็นไปได้ที่ฤดูฝนจะสั้นลง และฤดูหนาวอาจไม่หนาวเย็นมากอย่างที่คาดการณ์ไว้ จึงต้องติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด


ด้านสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรวมร้อยละ 59 หรือประมาณ 47,386 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ร้อยละ 41 หรือประมาณ 23,265 ล้านลูกบาศก์เมตรของความจุกักเก็บ


เมื่อพิจารณารายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำมากที่สุด ร้อยละ 68 หรือประมาณ 19,133 ล้านลูกบาศก์เมตร รองลงมาคือภาคใต้ ร้อยละ 62 หรือ 4,777 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคเหนือ ร้อยละ 56 หรือ 15,521 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 49 หรือ 5,855 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออก ร้อยละ 47 หรือ 1,501 ล้านลูกบาศก์เมตร และภาคกลางมีปริมาณน้ำต่ำสุด ร้อยละ 32 หรือประมาณ 599 ล้านลูกบาศก์เมตร


ส่วนอ่างเก็บน้ำ 3 แห่งหลักในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC พบว่า อ่างประแสร์มีปริมาณน้ำร้อยละ 66 หรือ 195 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างหนองปลาไหลร้อยละ 52 หรือ 85 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างบางพระร้อยละ 45 หรือ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร


อย่างไรก็ตาม ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุกักเก็บ หรือต่ำกว่าระดับควบคุมต่ำสุด จำนวน 13 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ อ่างแม่มอก ทับเสลา และแควน้อยบำรุงแดน ภาคกลาง อ่างป่าสักชลสิทธิ์และกระเสียว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ่างอุบลรัตน์ จุฬาภรณ์ ลำตะคอง และมูลบน ภาคตะวันออก อ่างคลองสียัดและนฤบดินทรจินดา และภาคตะวันตก อ่างวชิราลงกรณและปราณบุรี


นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 อีก 60 แห่ง แบ่งเป็นภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคกลาง 4 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27 แห่ง ภาคตะวันออก 9 แห่ง ภาคตะวันตก 12 แห่ง และภาคใต้ 3 แห่ง


สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ภาพรวมน้ำของประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่การเข้าสู่ช่วงที่เอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปริมาณและการกระจายตัวของฝน จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าเพื่อรองรับความผันผวนของสภาพอากาศในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Envato