เพลิงไหม้ฐานทัพทหารแคนาดา เสียชีวิตแล้ว 7 ราย ผู้บาดเจ็บล้นจนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของแคนาดากล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และได้รับบาดเจ็บหลายคน จากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ฐานทัพอากาศเวนไรต์ รัฐแอลเบอร์ตา ของแคนาดา
ฐานทัพแห่งนี้เป็นหนึ่งในฐานทัพที่มีภารกิจหนาแน่นที่สุดของประเทศ เบื้องต้นระบุว่า เพลิงไหม้เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่าง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจน
สรุปข่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของแคนาดากล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และได้รับบาดเจ็บหลายคน จากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ฐานทัพอากาศเวนไรต์ รัฐแอลเบอร์ตา ของแคนาดา
ฐานทัพแห่งนี้เป็นหนึ่งในฐานทัพที่มีภารกิจหนาแน่นที่สุดของประเทศ เบื้องต้นระบุว่า เพลิงไหม้เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่าง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจน
ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของเพลิงไหม้ แต่มีผู้ป่วยจำนวนมากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่คนหนึ่งระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 15-25 ปี
เจ้าหน้าที่ระบุว่า เพลิงไหม้เริ่มขึ้นภายในฐานทัพ ก่อนจะลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากกระแสลมแรงกว่า 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ด้านหน่วยงานปกครองท้องถิ่นระบุว่า ตอนนี้สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะยังคงเฝ้าระวังพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ฐานทัพแคนาดาเวนไรต์ หรือ CFB Wainwright ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเอ็ดมันตัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐแอลเบอร์ตา ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 210 กิโลเมตร ถือเป็นหนึ่งในฐานทัพบกที่สำคัญที่สุดของประเทศ เป็นที่ตั้งของศูนย์ฝึกการเคลื่อนที่ทางยุทธวิธีของแคนาดา และศูนย์ฝึกกองพลที่ 3 ของกองทัพแคนาดา นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ฝึกกำลังพลภาคสนามของหน่วยทหารบกที่ประจำการอยู่ในเมืองเอ็ดมันตันด้วย
มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ยืนยันว่า เพลิงไหม้มีต้นตอมาจาก “เหตุการณ์ร้ายแรง” แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน มีการประกาศใช้รหัสฉุกเฉินสีส้ม หรือ Code Orange ในเมืองเอ็ดมันตัน ซึ่งเป็นมาตรการรับมือเหตุฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก
นอกเหนือจากความสูญเสียทางทหารแล้ว เพลิงไหม้ยังส่งผลให้สถานีลงคะแนนเสียงล่วงหน้า สำหรับการลงประชามติแยกตัวเป็นอิสระของรัฐแอลเบอร์ตา ในพื้นที่ต้องปิดตัวลงก่อนกำหนด และอพยพกล่องบัตรเลือกตั้งไปยังพื้นที่ปลอดภัย
ที่มาข้อมูล : CNN, Reuters
ที่มารูปภาพ : Reuters
