ตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสที่ 2 ซึ่งได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย เช่น
กำแพงภาษี (reciprocal tariff) ที่อาจถูกกำหนดโดยสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกของไทย
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน
นโยบายการเงินและการคลัง ที่มีบทบาทในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
แนวโน้มการลงทุน และกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจสำหรับการถือครองระยะกลาง-ยาว
สรุปข่าว
แนวโน้มตลาดหุ้นในไตรมาสที่ 2:
ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงการประเมินสถานการณ์ หลังจากที่ผ่านภัยพิบัติและผลกระทบต่าง ๆ โดยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวหากไม่มีปัจจัยเสริมเข้ามาครั้งใหม่ความเสี่ยงจากการตั้งกำแพงภาษี:
หากมีการขึ้นภาษีในระดับประมาณ 10–13% จะส่งผลกระทบต่อสินค้าที่ส่งออก ทำให้การค้าสามารถลดลงและส่งผลกระทบประมาณ 0.04–0.05% ของ GDP โดยอาจเกิดผลกระทบที่สูงขึ้นหากการหดตัวของการส่งออกเพิ่มขึ้นผลกระทบจากภัยพิบัติและนโยบายการเงิน:
ผลกระทบจากภัยพิบัติได้รับการบรรเทาไปในระดับหนึ่งในภาพรวม แต่ในด้านนโยบายการเงินจะมีการพิจารณาผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านี้ในรอบการประชุมถัดไป ซึ่งอาจนำไปสู่การผ่อนคลายหรือปรับเปลี่ยนแนวทางนโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยว:
ภาคอสังหาริมทรัพย์ (โดยเฉพาะคอนโดและบ้าน) มีผลกระทบในระยะสั้นประมาณ 1% แต่ภาพรวมของความต้องการอยู่อาศัยยังคงอยู่
ภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะได้รับผลกระทบชั่วคราว โดยมีการปรับตัวในช่วง After Shock หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติ และคาดว่าการจองที่พักและการเข้าชมจะเริ่มฟื้นตัวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ:
คาดว่าในอนาคตรัฐบาลจะมีมาตรการเพิ่มเติมด้านนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินจะถูกปรับเพื่อรองรับผลกระทบจากภัยพิบัติและความไม่แน่นอนต่าง ๆ
การเลือกหุ้นสำหรับการลงทุนระยะกลาง–ยาว:
ควรเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี (Deep Value) เนื่องจากมองว่าในระยะยาวตลาดจะฟื้นตัว ยกตัวอย่างหุ้นในกลุ่ม Big Cap ที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ BDMS, CPR, MIN, KBank รวมถึงหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย เช่น Advance MTC และ Land and House
โดยรวมแล้ว แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและการขึ้นภาษี แต่ในภาพรวมตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว โดยนักลงทุนควรมุ่งเน้นที่การลงทุนระยะยาวในหุ้นพื้นฐานที่มีค่าและมีศักยภาพในการเติบโตต่อไป
ที่มาข้อมูล : TNN WEALTH
ที่มารูปภาพ : CANVA

ธนวัน ปันทะโชติ