เปิดหุ้นได้ - เสีย หลังกนง. หั่นดอกเบี้ย

เริ่มที่ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี มีมุมมองเป็น "slightly positive" ต่อกลุ่มฯ อสังหาริมทรัพย์ จากการที่กนง. ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ร้อยละ 2.0 เพราะมีโอกาสที่ธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลงซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่มฯ อสังหาริมทรัพย์ ทั้งในมิติต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายของกลุ่มฯ ที่ลดลง ซึ่งทำให้ประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ มีโอกาสเห็น downside ที่ลดลง อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยฯ ไม่ได้คาดหวังยอดขายส่วนที่เพิ่มขึ้นจากส่วนนี้ แต่คาดหวังนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐหรือมาตรการผ่อนเกณฑ์ LTV จากธนาคารแห่งประเทศไทยมากกว่า ซึ่งอาจมีตามมาในช่วงไตรมาสที่ 2 

ส่วนอีกมิติ ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของผู้กู้ลดลง ทำให้ผู้กู้มีโอกาสกู้ผ่านได้มากขึ้น ซึ่งในมิตินี้ จะช่วยด้าน demand ทางอ้อม แต่อย่างไรก็ตาม ในประเด็นความสามารถในการกู้ของผู้กู้ที่มากขึ้น อาจยังประเมินได้ค่อนข้างยาก แต่ส่วนใหญ่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จะเป็นกลุ่มในตลาดกลาง-กลางบน เพราะยังเป็นกลุ่มที่กู้ได้และธนาคารยังอนุมัติปล่อยสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา โดยถ้าประเมินจากบริษัทที่มี portfolio ในส่วนนี้มากที่สุด คือ AP และ SPALI 

สรุปข่าว

การลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.25 ของคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในแง่ของผลต่อการลงทุน มันก็มีทั้งธุรกิจที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ซึ่งหากประเมินที่เห็นผลกระทบชัดๆ ก็น่าจะอยู่ใน 2 กลุ่มหลักๆ คือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธนาคาร

อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยฯ ยังคงมุมมองที่ระดับ "Neutral" สำหรับ sector นี้ โดยถึงแม้สถานการณ์ด้านต้นทุนของกลุ่มฯ จะมีแนวโน้มลดลง แต่ปี 2568 ธุรกิจยังน่าเป็นห่วงด้าน demand ที่อาจชะลอตัวมากกว่า จากแรงกดดันสำคัญที่ยังมาจากทั้งด้านกำลังซื้อที่ชะลอตัว รวมถึงความเข้มงวดในการปล่อยกู้จากทางธนาคาร ซึ่งทำให้ rejection rate ยังสูงกว่าปกติ นอกจากนี้ การแข่งขันด้านราคาที่สูง ยังกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้ยังต่ำกว่าปกติด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฝ่ายวิจัยฯ ยังคาดว่าตลาดจะยังคงคาดหวังปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะแผนการกระตุ้นภาคอสังหาฯ จากภาครัฐหรือการผ่อนเกณฑ์ LTV ให้เข้มงวดลดลง ซึ่งอาจจะช่วยด้าน demand ได้มากกว่า 

ส่วนในแง่กลยุทธ์ ถ้ามองจากปัจจัยบวกเฉพาะตัว ก็ยังคงยกให้ SIRI เป็น top pick สำหรับการลงทุนปีนี้ จากการที่บริษัท สามารถเพิ่ม market share ได้ต่อเนื่อง และมีโอกาสที่กำไรปกติจะทำ new high ได้ ในขณะที่ AP มองเป็นหุ้นเด่นสำหรับการลงทุนระยะสั้น จากจุดเด่นเรื่องปันผลที่คาดจะจ่ายสูงร้อยละ 6.7 แต่ทั้ง SIRI และ AP ต่างก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยเช่นกัน

ถัดมาไปดูความเห็นจากฝ่ายวิจัยฯ ของหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ที่มองว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ จะช่วยให้นโยบายการเงินและการคลัง เป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ประกอบกับการดำเนินนโยบายการเงิน มีระยะเวลาในการส่งผ่านสู่ภาคเศรษฐกิจ ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นน่าจะทันกับช่วงครึ่งหลังของปี ที่เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเบาลง หลังหมดมาตรการการคลัง และความท้าทายจากภาคส่งออก ภายใต้ความเสี่ยงของนโยบายกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี ในแง่ผลของการลดดอกเบี้ยนโยบาย ฝ่ายวิจัยฯ มองว่าจะส่งผลทันทีต่อรายได้ดอกเบี้ยของกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารที่มีสถานะเป็นผู้ให้กู้ยืมสุทธิในตลาด Interbank อย่าง BBL, SCB เพราะดอกเบี้ย Interbank จะอิงกับดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนหลังจากนั้น ตลาดก็จะจับตาการลดดอกเบี้ย (M-Rate) ของแต่ละธนาคารในลำดับถัดไป

แต่อย่างไรก็ตาม ประมาณการกำไรสุทธิกลุ่มธนาคาร ที่ฝ่ายวิจัยวิเคราะห์อยู่ทั้ง 8 ธนาคาร ที่ราว 250,000 ล้านบาทในปีนี้นั้น ได้รองรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 2.00 ไว้แล้ว ซึ่งหากมองต่อไปที่เศรษฐกิจไทย ที่หากฟื้นตัวช้ากว่า กนง. คาด ก็อาจนำไปสู่การลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยช่วง Pre-COVID อยู่ที่ร้อยละ 1.50 -1.75 ภายใต้ GDP ไทยที่ยังขยายตัว จึงประเมินช่องว่างในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลืออีกไม่มาก

ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้นของฝ่ายวิจัยฯ พบว่าทุกร้อยละ 0.25 ของอัตราดอกเบี้ต่ำลงและรับรู้ผลกระทบเต็มปี จะกระทบกำไรกลุ่มฯ เฉลี่ยราวร้อยละ 5 แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยฯ มองว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายน่าจะยังไม่ต่อเนื่อง และอาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งทำให้ผลกระทบต่อประมาณการกำไรกลุ่มฯ จะต่ำกว่าที่ประเมินข้างต้น ในทางตรงข้าม การลงดอกเบี้ยนโยบาย คาดจะเป็นปัจจัยหนุนต่อรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non – NII) ของรายได้รวมกลุ่ม Capital market รวมถึงค่าธรรมเนียม บล. และ บลจ. ตามภาวะตลาดทุนที่มีโอกาสดีขึ้น ซึ่งจะเข้ามาช่วยลดทอนผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ (NII) ที่อาจลดลงได้

ส่วนในแง่กลยุทธ์ "เอเซีย พลัส" ให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารที่ระดับ "เท่าตลาด" แม้ทิศทางส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือNIM ขาลงช่วงครึ่งแรกของปี ดูเป็นปัจจัยลบต่อราคาหุ้น แต่ก็มองว่าการจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี และ Div yield เฉลี่ยของกลุ่มฯ ที่ร้อยละ 6 ต่อปี ตามแผนบริหารโครงสร้างเงินทุน เพื่อยกระดับ ROE ก็คาดว่าจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของราคาหุ้นช่วงถัดไป 

โดยคำแนะนำ ให้เน้นตั้งรับ KTB, TTB และ BBL จากจุดแข็งด้านคุณภาพสินทรัพย์ และคาดหวัง Div Yield ที่ร้อยละ 6 - 7 ต่อปี

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ : -

avatar

null null
(athit_kus)