โมเมนตัม เวิร์กส์ (Momentum Works) เปิดเผยรายงานประจำปีเรื่อง แพลตฟอร์มจัดส่งอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉบับที่ 5 พบว่าปี 2567 ที่ผ่านมา การใช้จ่ายในธุรกิจจัดส่งอาหาร หรือ ฟู้ด ดีลิเวอรี ในภูมิภาคอาเซียน มีมูลค่าสูงถึง 19,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 13 ซึ่งตัวเลขการเติบโตของปีที่แล้ว ถือเป็นการเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ หากเทียบกับปีก่อนหน้า ดังนั้น พาไปดูตัวเลขย้อนหลังกันตั้งแต่ช่วงก่อนโควิดระบาด
โดยปี 2562 ธุรกิจจัดส่งอาหารในอาเซียน มีมูลค่าการใช้จ่าย(GMV) อยู่ที่ 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนั้น ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงของการระบาดของโควิด 19 ทำให้ธุรกิจจัดส่งอาหารเติบโตอย่างก้าวกระโดด เกือบ 2 เท่า หรือคิดเป็นอัตรา 183% และมีมูลค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 11,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ปี 2564 ก็ยังเติบโตต่อเนื่องอีกร้อยละ 30 และมีมูลค่าการใช้จ่าย 15,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่พอปี 2565 และ ปี 2566 มีอัตราการเติบโต ที่ลดลง เหลือเพียงร้อยละ 5 ต่อปี โดยปี 2565 มูลค่าการใช้จ่ายอยู่ที่ 16,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปี 2566 มูลค่า 17,100 ล้านดอลลาร์
สรุปข่าว
ปีล่าสุด ปี 2567 กลับมาเห็นการเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลักอีกครั้ง ที่ร้อยละ 13 และมูลค่าการใช้จ่าย อยู่ที่ 19,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนว่า ผู้ให้บริการจัดส่งอาหารได้เปลี่ยนกลยุทธ์จากการมุ่งทำกำไร มาเป็นการสร้างการเติบโตอีกครั้ง โดยมีกลยุทธ์ เช่น การเจาะกลุ่มตลาดแมส ที่กว้างขึ้น และมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนค่าใช้จ่าย เพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการรายใหม่ และเพิ่มความถี่ในการซื้อมากขึ้น เป็นต้น
คุณ เจียงกัง หลี่ (Jianggan Li) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง โมเมนตัม เวิร์กส์ ให้ความเห็นว่า หลังจากหลายปี ที่แพลตฟอร์มจัดส่งอาหารชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ความสำคัญกับการสร้างผลกำไร แต่ปีที่แล้ว ผู้ให้บริการเหล่านั้น กลับมาให้ความสำคัญกับการกระตุ้นตลาดอีกครั้ง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะถัดไป ด้วยการจัดแบ่งกลุ่มลูกค้าที่มีความชัดเจนมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่นเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการของไรเดอร์ และลดต้นทุนการจัดส่ง
นอกจากนี้ เมื่อเจาะดูในแต่ละประเทศ จะพบว่า ประเทศไทย มีขนาดของธุรกิจจัดส่งอาหาร ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย ส่วน เวียดนาม มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด
โดย อินโดนีเซีย เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ปีที่ผ่านมา มีมูลค่า 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 18 จากปีก่อนหน้า มีมูลค่า 4,600 ล้านดอลลาร์
ส่วนธุรกิจดีลิเวอรี ไทย จากที่ แทบจะไม่เติบโตเลยเมื่อปีก่อนหน้า แต่ปี 2567 ที่ผ่านมานี้ มีมูลค่าการใช้จ่ายอยู่ที่ 4,200 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีมูลค่า 3,700 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นอัตราการเติบโต ที่ร้อยละ 12
และตลาดที่มีขนาดอันดับ 3 คือ ฟิลิปปินส์ ปีที่ผ่านมา มีมูลค่า 2,800 ล้านดอลลาร์ เติบโตร้อยละ 12
ถัดมาเป็น สิงคโปร์ มีมูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตร้อยละ 4 และ มาเลเซีย มูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตร้อยละ 7
ส่วน เวียดนาม มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 มูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค ที่ร้อยละ 26 ซึ่งเวียดนาม ถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภูมิภาคอาเซียน ร่วมกับอินโดนีเซีย
จะเห็นได้ว่าหลายประเทศ มีอัตราการเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลัก ท่ามกลางตลาดอาหารและเครื่องดื่มโดยรวมของอาเซียน ที่เติบโตชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 4.6 นั่นบ่งชี้ได้ว่า มีการเข้าถึงบริการจัดส่งอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งจากกลุ่มลูกค้าใหม่ และจากกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่แพลตฟอร์มพัฒนาขึ้น เพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวอย่างยั่งยืน
จากรายงานดังกล่าว พบว่า แกร็บ ยังคงเป็นผู้นำตลาดในอาเซียน ขณะที่ ช้อปปี้ฟู้ด แซงหน้า โกเจก ขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคอาเซียน
โดย 5 อันดับแพลตฟอร์ม ที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงที่สุดในอาเซียน ของปี 2567 ที่ผ่านมา
อันดับ 1 ได้แก่ แกร็บ มีมูลค่า 10,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อันดับ 2 ฟู้ดแพนด้า มูลค่า 2,700 ล้านดอลลาร์
อันดับ 3 ชอปปี้ฟู้ด ที่แซงหน้า โกเจก ได้ ในปีที่ผ่านมาเป็นครั้งแรก ซึ่ง ชอปปี้ ฟู้ด มีมูลค่าการใช้จ่ายอยู่ที่ 2,300 ล้านดอลลาร์ ส่วน โกเจก อันดับ 4 มูลค่า 1,900 ล้านดอลลาร์
และอันดับ 5 ของภูมิภาค คือ ไลน์แมน มีมูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ไปดูส่วนแบ่งตลาด เฉพาะในประเทศไทย แกร็บ ยังเป็นผู้ให้บริการดีลิเวอรี ที่มีส่วนแบ่งอันดับ 1 ในไทย ที่สัดส่วนร้อยละ 46 ส่วนไลน์แมน มีส่วนแบ่งตลาด ร้อยละ 40 ช้อปปี้ ฟู้ด ร้อยละ 7 ฟู้ดแพนด้า ร้อยละ 5 และ โรบินฮู้ด ที่ ร้อยละ 2
นอกจากนี้ โมเมนตัม เวิร์กส์ รายงานด้วยว่า แพลตฟอร์มดีลิเวอรี ขยายตลาด ด้วยการมุ่งให้ความสำคัญกับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายเป็นหลัก อย่างเช่น แกร็บ และ ชอปปี้ฟู้ด ได้เปลี่ยนโฟกัส ไปที่การดึงดูดลูกค้ากลุ่มแมส ผ่านความคิดริเริ่มที่เป็นมิตรกับงบประมาณของลูกค้า เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดส่งที่ลดลง และการนำเสนออาหารราคาประหยัด รวมถึงการขยายกลุ่มเป้าหมายไปที่นักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวจีน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอีกทางหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ติ๊กตอก (TikTok) เป็นอีกแพลตฟอร์มที่น่าจับตามอง โดย ติ๊กตอก เริ่มนำร่อง ทั้งในอินโดนีเซีย และไทย ให้ผู้ใช้ สามารถซื้อคูปองสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงบริการอื่น ๆ ได้ ซึ่งแม้บริการนี้ จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แต่การเข้ามาของ ติ๊กตอก อาจเป็นอีกรายที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดจัดส่งอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หาก ติ๊กติก มีความร่วมมือกับแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารรายอื่นเพื่อดำเนินการ
และนั่น ทำให้เห็นถึงภาพรวมของธุรกิจจัดส่งอาหารในอาเซียน กำลังเข้มข้นเรื่อย ๆ ขณะที่การควบรวมกิจการกันระหว่าง แกร็บ และ โกเจก ซึ่งอาจเกิดขึ้น มีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันในปี 2568 นี้ได้ อีกด้วย
ยังมีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ชอปปี้ฟู้ด โดยมีคาดการณ์ว่า ปี 2567 ที่ผ่านมา ช้อปปี้ฟู้ด มีอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 50 มีมูลค่าการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์ม เพิ่มขึ้น เป็นจำนวน 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปีก่อนหน้ามีมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์
การเติบโตส่วนใหญ่มาจากตลาดในอินโดนีเซีย ที่ชอปปี้ฟู้ด มีส่วนแบ่งการตลาด อยู่ที่ร้อยละ 18 และเวียดนาม
โดยเฉพาะ ที่ เวียดนาม ตลาดที่มีการเติบโตสูงสุด พบว่า ช้อปปี้ฟู้ด กำลังไล่ตามเบอร์ 1 อย่าง แกร็บ มาติด ๆ ซึ่งส่วนแบ่งทางการตลาดของ ช้อปปี้ฟู้ด อยู่ที่ร้อยละ 47 ขณะที่ แกร็บ มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในเวียดนาม ที่ร้อยละ 48
และในประเทศไทย ก็พบว่าช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา ช้อปปี้ฟู้ด แซงหน้า ฟู้ดแพนด้า ขึ้นมาเป็นผู้เล่นอันดับ 3 ในตลาดแล้ว เช่นเดียวกับที่ มาเลเซีย ก็แย่งส่วนแบ่งการตลาด จาก ฟู้ดแพนด้า ไปได้เพิ่มขึ้น จึงเป็นอีกแพลตฟอร์มที่น่าจับตามองจากการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้
ที่มาข้อมูล : Momentum Works
ที่มารูปภาพ : -

Passavee Thi
(passavee_thi)