"Starbucks" หนัก? ปรับแล้วก็ยังไม่ฟื้น ยอดขายร่วง-เลิกจ้าง l การตลาดเงินล้าน

คุณ ไบรอัน นิคโคล ซีอีโอ สตาร์บัคส์ ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงพนักงาน แจ้งว่าบริษัทฯ มีแผนจะเลิกจ้างพนักงานฝ่ายสนับสนุนองค์กรเป็นจำนวน 1,100 คน และจะงดรับพนักงานใหม่ ในส่วนตำแหน่งงานที่ยังว่างอยู่อีกหลายร้อยตำแหน่ง ทั่วโลก โดยเขียนในจดหมายว่า การดำเนินการในครั้งนี้ จะเป็นการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อให้เรียบง่ายขึ้น ลดลำดับชั้น และลดความซ้ำซ้อน เพื่อให้ทีมมีขนาดเล็กลง และมีความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งมุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความรับผิดชอบ และขับเคลื่อนการบูรณาการที่ดีขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น เพื่อทำให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายได้

การเลิกจ้างในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนพลิกฟื้นธุรกิจที่เรียกว่า Back to Starbucksแต่จะไม่กระทบกับบาริสต้า หรือพนักงานในร้านกาแฟที่สตาร์บัคส์บริหารเอง และจะไม่กระทบกับพนักงานในส่วนงานสนับสนุนที่สำคัญ เช่น พนักงานการคั่ว พนักงานฝ่ายผลิต ฝ่ายคลังสินค้า และการจัดจำหน่าย แต่จะมีผลกระทบกับฝ่ายสนับสนุนองค์กร ที่มีอยู่ประมาณ 16,000 คน ซึ่งการเลิกจ้าง จะคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7 จากจำนวนดังกล่าว

สรุปข่าว

Starbucks เจอปัญหายอดขายที่ลดลงมาต่อเนื่อง จนเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ต้องเปลี่ยนซีอีโอคนใหม่จาก ลักซ์แมน นาราซิมฮาน (Laxman Narasimhan) มาเป็น ไบรอัน นิคโคล (Brian Niccol) ที่มาพร้อมกับแผนฟื้นธุรกิจเรียกว่า Back to Starbucks แต่ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดออกมา พบว่ายอดขายร้านเดิม (same-store sales) ที่ใช้วัดผลการดำเนินงานของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มนั้น ยังคงลดลง และลดลงเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกันแล้ว และล่าสุดประกาศเลิกจ้างพนักงานทั่วโลกจำนวน 1,100 คน เป็นความพยายามในการพลิกฟิ้นธุรกิจ ท่ามกลางปัญหาที่ยังถาโถม

ขณะที่พนักงานของสตาร์บัคส์ ทั้งหมด ตามรายงานประจำปี 2024 มีจำนวนรวมประมาณ 361,000 คนทั่วโลก ในจำนวนนี้ เป็นพนักงานที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา จำนวนประมาณ 211,000 คน และส่วนอีกประมาณ 150,000 คน ประจำอยู่ในต่างประเทศ

นิคโคล กล่าวอีกว่า บริษัทฯ จะยังคงจ้างพนักงานในตำแหน่งงานที่มีความสำคัญ และสอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและกำลัง ตามที่ต้องการ

นอกจากนี้ ในจดหมายเปิดผนึก ยังกำหนดให้พนักงานระดับสูง ตั้งแต่ระดับรองประธานขึ้นไป กลับเข้าทำงานในสำนักงานที่ซีแอตเทิล และโตรอนโต สัปดาห์ละ 3 วัน ส่วนพนักงานในระดับผู้อำนวยการลงมา ยังสามารถทำงานทางไกลต่อไปได้

ทั้งระบุด้วยว่า จะยกเลิกเครื่องดื่มบางประเภท ที่ไม่ได้รับความนิยม ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินงาน และบริการลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น 

ทั้งนี้ เอ็นบีซี นิวส์ รายงานว่า การเลิกจ้างดังกล่าว เกิดขึ้นในขณะที่ สตาร์บัคส์ พยายามดึงดูดลูกค้าให้กลับเข้าใช้บริการในร้านอีกครั้ง หลังจากยอดขายร้านเดิม (same-store sales) ลดลงติดต่อกัน 4 ไตรมาสแล้ว เนื่องจากลูกค้าในตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ คือ สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 หันไปหาคู่แข่งที่มีราคาถูกกว่า

โดยในสหรัฐฯ ลูกค้าเริ่มเบื่อหน่ายกับการขึ้นราคา และระยะเวลาที่รอคอยนานขึ้น

ส่วนในจีน สตาร์บัคส์ เผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่ง และมีราคาที่ถูกกว่า

ซึ่งไตรมาสแรกของปีบัญชี 2025 นั้น สตาร์บัคส์ รายงานผลประกอบการ มีรายได้อยู่ที่ 9,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าที่ตลาด(วอลล์สตรีท) คาดการณ์ไว้ ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 9,310 ล้านดอลลาร์

ส่วนยอดขายสุทธิอยู่ที่ 9,400 ล้านบาท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ยอดขายจากร้านเดิมลดลงร้อยละ 4 ส่วนจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านก็ลดลงไปร้อยละ 6

เมื่อแยกออกมาดูในแต่ละตลาดที่สำคัญ พบว่าในสหรัฐฯ ยอดขายร้านเดิมลดลงร้อยละ 4 ขณะที่ลูกค้าเข้าร้านกาแฟลดลงไปร้อยละ 8 ส่วนที่ จีน ยอดขายร้านเดิมในจีนลดลงไปร้อยละ 6 และจำนวนลูกค้าลดลงเฉลี่ยร้อยละ 4 ซึ่งที่จีน สตาร์บัคส์ หันมาเน้นการลดราคา เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่มีราคาต่ำกว่ามากได้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่แล้ว นิคโคล ที่ได้เดินทางไปจีน บอกด้วยว่า บริษัทฯ กำลังสำรวจความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อขยายธรกิจในจีนเพิ่มเติม 

สำหรับแผน "Back to Starbucks" เริ่มต้นขึ้นโดย นิคโคล หลังเข้ารับตำแหน่ง ซีอีโอ เมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการลดลงของยอดขายและปริมาณของลูกค้า 

จนถึงขณะนี้ ยังคงอยู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่น การลดขนาดเมนูลง การให้บาริสต้ากลับมาเขียนชื่อลูกค้าบนแก้วอีกครั้ง, การกำหนดให้ลูกค้าจะต้องซื้อของก่อนเข้าห้องน้ำ และแผนการมีเมนูบอร์ดดิจิทัลใหม่ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้

ส่วนรูปแบบของร้านยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เนื่องจากสตาร์บัคส์ ทดสอบที่นั่งประเภทใหม่ และการนำสิ่งอำนวยความสะดวกกลับมาให้บริการในร้าน

ดังนั้น ไปดูการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นกับสตาร์บัคส์ หลังจากยอดขายลดลงต่อเนื่องจนต้องปลด ซีอีโอ คนเดิม และแต่งตั้งคนใหม่เข้ามา

เริ่มจากการแต่งตั้ง ไบรอัน นิคโคล เข้ามาเป็น ซีอีโอคนใหม่ ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว (13 สิงหาคม 2024) ซึ่ง นิคโคล มีผลงานโดดเด่นในการพลิกฟื้นธุรกิจของ ชิปพอตเทิล (Chipotle) เชนร้านฟาสต์ฟู้ดในสหรัฐฯ มาก่อน

ซึ่งเขา เข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการที่สตาร์บัคส์ ในวันที่ 9 กันยายนของปีที่แล้ว และหลังจากนั้น 1 วัน นิคโคล ก็ประกาศแผน แบ็ค ทู สตาร์บัคส์ ทันที

โดย วันที่ 30 ตุลาคม 2024 สตาร์บัคส์ หยุดการปรับขึ้นราคา และตั้งเป้าหมายการเสิร์ฟเครื่องดื่มภายใน 4 นาที หรือน้อยกว่า ประกาศการให้บาริสต้ากลับมาเขียนชื่อลูกค้าบนแก้วอีกครั้ง การนำโต้ะวาง น้ำตาล ครีม นม กลับมาอีกครั้ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเติมได้ตามความต้องการ และยกเลิกค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับนม ที่ไม่ใช่นมวัว

ส่วนวันที่ 13 มกราคม 2025 ออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการใช้บริการ เช่น ยกเลิกนโยบายที่เปิดให้ใครก็ได้เข้ามานั่งในร้านได้อย่างเสรี, และลูกค้าจะต้องซื้อสินค้าหรือบริการก่อนเข้ามาใช้บริการภายในร้าน

จากนั้น 17 มกราคม ที่ผ่านมา มีการประกาศครั้งแรก ของแผนการเลิกจ้างพนักงาน  วันที่ 28 มกราคม เผยแผนลดเมนูลงร้อยละ 30 จากที่มีอยู่

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ประกาศเลิกจ้างพนักงานจำนวน 1,100 คน

นอกจากนี้ ซีอีโอ สตาร์บัคส์ กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว บอกว่า ปี 2025 นี้ การเปิดสาขาใหม่และปรับปรุงสาขา จะลดน้อยลง เพื่อปลดล็อกเงินทุน และขับเคลื่อนการกลับมาของบริษัทฯ ตามแผน 

แต่ยังเชื่อว่าความต้องการร้านกาแฟจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะยาว โดย เขาบอกว่า ในสหรัฐอเมริกานั้น ยังคงเห็นศักยภาพในการเพิ่มจำนวนร้านเป็นสองเท่า ขณะเดียวกันก็จะต้องปรับปรุงพอร์ตโฟลิโอของบริษัทฯ ให้แข็งแรง 

โดยบริษัทฯ กำลังพยายามปรับปรุงความเร็วในการให้บริการ จัดตารางการทำงานของพนักงานเพิ่มเติม เพื่อกำจัดปัญหาคอขวดที่อยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ และเพื่อให้บาริสต้าทำงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น มีแผนที่จะติดตั้งอุปกรณ์ ไซเรน (Siren) ในสาขาที่มีลูกค้าพลุกพล่านมากที่สุด และการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ จะรวมถึงเครื่องจ่ายน้ำแข็งแบบกำหนดเอง, ระบบจ่ายนม และเครื่องปั่นที่เร็วขึ้น เพื่อให้บาริสต้าทำเครื่องดื่มได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ยังทดลองใช้ อัลกอริทึม ใหม่ ในการจัดการลำดับที่บาริสต้าควรชงเครื่องดื่ม ซึ่งหากประสบความสำเร็จ อัลกอริทึม อาจช่วยแก้ปัญหาความแออัดหน้าเคาน์เตอร์รับออเดอร์ และลดความหงุดหงิดของลูกค้าและพนักงานในร้านได้อีกด้วย

และทั้งหมด ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้า ลดเวลาการรอคอย และสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าในการเข้าใช้บริการ

ที่มาข้อมูล : https://about.starbucks.com/press/2025/message-from-brian-global-support-partner-announcement/

ที่มารูปภาพ : -

avatar

Passavee Thi
(passavee_thi)

แท็กบทความ