

สรุปข่าว
บนเส้นทางกว่า 20 ปี กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์ของกลุ่มซีพี ซิโน ไบโอฟาร์มาซูติคอล ทุ่มเงิน 1.5 หมื่นล้าน ลงทุน ซิโนแวค 15% หวังขยายการผลิตวัคซีนต้านโควิด 19 กว่า 600 ล้านโดสต่อปี เพิ่มโอกาสเข้าถึงวัคซีนของคนทั่วโลก
ในช่วงกระแสโควิดระบาดในระลอกที่สอง ทำให้คนไทย กลับมาให้ความสนใจกับเรื่องของวัคซีน โดยกระแสที่มีการพูดถึงกันมาก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2564 หลังสำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า บริษัท ซิโน ไบโอฟาร์มาซูติคอล ธุรกิจเวชภัณฑ์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นฮ่องกง ของบริษัท ซีพี ฟาร์มาซูติคอล กรุ๊ป ทุ่มเงิน 515 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.5 หมื่นล้านบาท ซื้อหุ้น 15% ของซิโนแวค ไลฟ์ไซแอน์ส บริษัทผลิตวัคซีนโควิด 19 ในประเทศจีน
ทำให้หลายคนสงสัยว่า กลุ่มซีพีมีธุรกิจเวชภัณฑ์ด้วยหรือ และ ทำไมถึงเลือกลงทุนในบริษัทซิโนแวคที่ผลิตวัคซีนโควิด โดยอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า กลุ่มซีพี เข้าสู่ธุรกิจเวชภัณฑ์ โดยบริษัท ซิโน ไบโอฟาร์มาซูติคอล ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2000 และครอบคลุมงานวิจัยด้านสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะศักยภาพที่โดดเด่นในด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์และยาเคมี สำหรับการรักษาโรคตับเนื้องอกโรคหัวใจและสมองโรคเกี่ยวกับกระดูกโรคระบบย่อยอาหารการติดเชื้อและโรคระบบทางเดินหายใจ
นอกจากนี้ กลุ่มซิโนฟาร์มานั้นเป็นลักษณะของบริษัทที่ลงทุนในบริษัทด้านวิจัยและพัฒนายาและเวชภัณฑ์อยู่แล้ว โดยมีบริษัทที่อยู่ในเครือมากกว่า 30 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทวิจัยและพัฒนา ผลิต และ จัดจำหน่ายยา มานานแล้ว
การระดมทุนเพิ่มในครั้งนี้ ซิโนแวค ระบุว่า จากเดิมสามารถผลิตวัคซีนได้ปีละ 300 ล้านโดส หากสร้างโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีนให้ได้ปีละ 600 ล้านโดส เพิ่มโอกาสการเข้าถึงวัคซีนให้กับประชากรโลก โดยปัจจุบัน โคโรนาแวคเป็นวัคซีนทดลอง 1 ใน 3 ตัวของจีนที่ฉีดให้ประชาชนราว 1 ล้านคนตามโครงการเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐสั่งซื้อวัคซีนจากซิโนแวค จำนวน 2 ล้านโดส ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกำลังการผลิต ซึ่งหากดูจากยอดการผลิต 600 ล้านโดสต่อปี กระจายไปทั่วโลก กับยอดการสั่งซื้อ 2 ล้านโดสของประเทศไทย เทียบได้กับ 0.33% ของกำลังการผลิต คงไม่ใช่เหตุผลที่ซีพีไปลงทุนในครั้งนี
แต่รายงานจากซิโนแวคระบุว่า ปัจจัยหลัก เป็นการขยายการเข้าถึงวัคซีนของประชากรโลก ปัจจุบันซิโนแวคทำสัญญาจัดหาวัคซีนโคโรนาแวคให้กับหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ตุรกี บราซิล ชิลี และกำลังเจรจากับฟิลิปปินส์ ซึ่งหากพูดถึงกำลังการผลิต 600 ล้านโดสต่อปี จะเท่ากับครอบคลุมประชากรประมาณ 300 ล้านคน หรือเท่ากับประมาณ 3.94% ของประชากรโลกเท่านั้น
ดังนั้นจึงเป็นภารกิจของทุกประเทศในโลก ในการขยายการผลิต การสร้างโอกาสในการเข้าถึงยาและวัคซีน และถือเป็นเรื่องของสุขภาพและความมั่นในชีวิตอีกด้วย เพื่อตอบเป้าหมายความยั่งยืนของสหประชาชาติอีกด้วยในด้านสุขภาพ (Health & Well Being)
โดยองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยจะจัดซื้อวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค บริษัทเภสัชภัณฑ์ของจีน จำนวน 2 ล้านโดส
ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขของไทยคาดการณ์ว่า วัคซีนของบริษัท ซิโนแวค ชุดแรก 200,000 โดส จะขนส่งมาถึงไทยช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และชุดที่สอง 800,000 โดส จะมาถึงช่วงสิ้นเดือนมีนาคม และอีก 1 ล้านโดส จะมาถึงช่วงสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งถือเป็นส่วนน้อย
เมื่อเทียบกับการสั่งจองซื้อ วัคซีน จำนวน 61 ล้านโดสจากบริษัท Astra Zeneca คาดว่า ล้อตแรกจะนำเข้ามาได้เพื่อให้คนไทยได้ใช้ประมาณ กลางปี 2564 จำนวน 26 ล้านโดสไปแล้ว และวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา ทางนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติเพิ่มเติมจัดหาซื้อวัคซีนอีก 35 ล้านโดส เพื่อคุ้มครองคนไทยได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด เท่ากับว่ารวมแล้วเราจะมีวัคซีนจากประเทศอังกฤษ 61 ล้านโดสให้ประชาชน และมีวัคซีนที่จองซื้อจาก ซิโนแวคจากประเทศจีนเพียงแค่ 2 ล้านโดสเท่านั้น
ซึ่งสาเหตุที่เลือกสองรายนี้เพราะวัคซีน สามารถเก็บได้ในตู้เย็นมาตรฐานที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียสเป็นเวลาอย่างต่ำ 6 เดือนนี้เอง ที่จะทำให้ง่ายต่อการขนส่งและกระจายวัคซีนในประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ การซื้อวัคซีน ประเทศไทยต้องไปต่อคิว เพราะทั่วโลกขาดแคลน ดังนั้น การจองซื้อล่วงหน้า ถือเป็นเรื่องของความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ เพื่อความปลอดภัยของคนไทยทุกคน
บนเส้นทางธุรกิจกลุ่มเวชภัณฑ์ของกลุ่มซีพีกว่า 20 ปี อาจไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างในประเทศไทย เพราะเมื่อพูดถึงกลุ่มซีพี อาจทำให้นึกนึกกลุ่มธุรกิจเกษตร หรือไม่ก็เซเว่น อีเลฟเว่น แต่ข้อเท็จจริงเครือซีพีถือว่าเป็นบริษัทไทยที่ก้าวสู่การเป็นบริษัทระดับโลกไปแล้ว โดยรายได้มากกว่าครึ่งก็มาจากตลาดในต่างประเทศ
ที่ผ่านซีพี กรุ๊ป มีการลงทุนใน 22 ประเทศทั่วโลก บริษัทในเครือทำธุรกิจครอบคลุมหลากหลายสาขา ครอบคลุม 8 กลุ่มธุรกิจ แต่ที่คนไทยคุ้นเคยได้แก่ 3 ธุรกิจเสาหลัก ได้แก่ ซีพี ฟู้ดส์ ดูแลธุรกิจด้านอาหารครอบคลุมธุรกิจเกษตร ธุรกิจฟาร์มเลี้ยง ไปจนถึงอาหารแปรรูปพร้อมบริโภค ซีพีออลล์ ดูแลธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-11 และทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่อันดับสองของไทย
แต่นอกจากนี้แล้ว กลุ่มซีพียังมีธุรกิจอื่นในต่างประเทศอีกมากมาย อาทิ กลุ่มเวชภัณฑ์ ที่ครอบคลุม กลุ่มธุรกิจของซิโนไบโอฟาร์มานั้น ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2000 หรือประมาณ 22 ปีมาแล้ว และที่ติดอันดับท็อป 50 บริษัทในธุรกิจยาของโลก ที่จัดอันดับโดยนิตยสาร Pharm Exe ของประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2019 นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับโดยฟอร์ป Forbes ให้เป็น สุดยอด 100 บริษัท ในเอเซียอีกด้วย
ดังนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในการเข้าสู่ธุรกิจเวชภัณฑ์ของกลุ่มซีพี ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 22 ปี โดยทำการผลิต และทำการตลาดยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบ และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและสมองในประเทศจีน
ทั้งนี้ บริษัทชิโนไบโอฟาร์มา ทำรายได้ในปี 2019 สูงถึง 4200 ล้านหยวน หรือ 112,000 ล้านบาท และ การลงทุนในบริษัทชิโนแวค ถือเป็นการลงทุนปกติของกลุ่มซิโน ไบโอฟาร์มาเอง ที่ดำเนินการเป็นประจำในอุตสาหกรรมยา ที่ต้องเน้นการลงทุนในบริษัทที่ทำการวิจัยและพัฒนาในเทคโนโลยีทั่วโลก
และถือว่า การลงทุน 515 ล้านดอลลาร์ ในครั้งนี้ เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้สองเท่า โดยการลงทุนครั้งนี้ทำให้ซิโน ไบโอฟาร์มาซูติคอลมีหุ้นส่วนเพียง 15.03% ในซิโนแวคไลฟ์ไซน์ส และดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากซิโนแวคขยายข้อตกลงจัดหาวัคซีนโคโรนาแวค และทดลองกับหลายประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลการทดลองทางคลินิกเฟส 2 เป็นไปด้วยดี ทำให้การลงทุนเป็นไปตามเวลาที่เหมาะสม
เกาะติดข่าวที่นี่ website: www.TNNTHAILAND.comfacebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE
ที่มาข้อมูล : -