เมื่อตลาดยานยนต์สหรัฐเปลี่ยน-โอกาสผู้ส่งออกไทย

เมื่อตลาดยานยนต์สหรัฐเปลี่ยน-โอกาสผู้ส่งออกไทย

สรุปข่าว

    ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้คาดการณ์ว่าการส่งออกรถยนต์โดยรวมของไทย น่าจะหดตัวร้อยละ 2.7 คิดเป็นจำนวนรถยนต์ 1,110,000 คัน และคาดว่า การส่งออกรถยนต์ช่วงครึ่งหลังของปี 2562 น่าจะมีจำนวนประมาณ 550,000 คัน หดตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 5  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากปัจจัยลบเรื่องสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ค่าเงินบาทแข็งค่า  และการส่งออกไปยังตลาดหลักของไทยที่ลดลงอย่างมาก  ซึ่งก็ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อจากนี้ หรือในปีนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว  


                    
    อุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐนับเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเพราะมีมูลค่ากว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติสหรัฐ(จีดีพี) จากการที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันต้องการรถยนต์เป็นจำนวนกว่า 17 ล้านคันในแต่ละปี  แต่ขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งปัจจัยค่าแรงงาน การขึ้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะจากจีน และที่สำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

    โดยชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับการเดินทางและรถยนต์อย่างมาก จึงทำให้สหรัฐมีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ร่วมกับการออกแบบผลิตรถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค   ซึ่งในปี 2561 สหรัฐนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ เช่น ตัวถังรถยนต์ เกียร์ เบรก พวงมาลัย ยางรถยนต์ เป็นมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 7.69%  ในส่วนของประเทศไทย สหรัฐมีมูลค่านำเข้าสินค้าชิ้นส่วนรถยนต์มูลค่า 465 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าชิ้นส่วนรถยนต์ศักยภาพในตลาด ได้แก่ เพลา พวงมาลัย ตัวถัง เกียร์ เบรก แบตเตอรี่  รวมไปถึง ยางรถยนต์ที่นำเข้าจากไทยเป็นมูลค่ากว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 


CR:Pixabay

    นิธิมา ศิริโภคากิจ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองไมอามี สหรัฐ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคกลุ่ม Millennials หรือ คนที่เกิดในช่วงปี คศ 1986 ถึง 1995 เป็น Generation ระหว่าง Gen Y กับ Z  ในสหรัฐให้ความสำคัญกับการซื้อรถยนต์ลดลง ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกันจีนด้วย ที่มีส่วนกดดันให้เกิดการชะลอตัวของยอดจำหน่ายรถยนต์ในสหรัฐ 


CR:Pixabay

    และจากสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐฯดังกล่าว ทำให้มีผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐ คาดว่า แนวโน้มยอดจำหน่ายรถยนต์สหรัฐ จะขยายตัวลดลงเหลือเพียงไม่เกิน 17 ล้านคันในปีนี้ ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2557 และส่วนหนึ่งมาจากแนวโน้มของราคารถยนต์ ที่ปรับตัวสูงขึ้นซึงเป็นลมาจากมาตรการทางภาษี  รวมถึงการปรับเพิ่มขึ้นของค่าแรงของสหรัฐ โดยปัจจุบันราคารถยนต์เฉลี่ยประมาณ 35,000 ดอลลาร์ต่อคัน สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญต่อจากนี้    

    อย่างไรก็ดี แม้ว่านโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโดยรวม แต่กลับพบว่านโยบายการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าชิ้นส่วนรถยนต์จากจีนและเม็กซิโก   ที่เป็นผู้ครองตลาดเกือบครึ่งหนึ่งของสหรัฐ  ทำให้ไทยได้อานิสงค์ส่งผลให้ยอดส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์และยางรถยนต์ไทยไปสหรัฐ ในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวสูงขึ้น  โดยชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มขึ้น 34.27% และ ยางรถยนต์ เพิ่มขึ้น 22.35% เนื่องจากสินค้าไทยในกลุ่มดังกล่าว ส่วนใหญ่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ซึ่งผู้ส่งออกไทยในกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนรถยนต์และยางรถยนต์  จะยังคงได้รับอานิสงค์จากนโยบายทางภาษีของสหรัฐ ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดและขยายตลาดส่งออกในสหรัฐ ได้มากขึ้น  จนกว่านโยบายการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐจะได้ข้อยุติลง 


    นอกจากนี้ ปัจจุบันโครงสร้างตลาดการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แบบดั้งเดิมกำลังเข้าสู่โหมดอุปทานส่วนเกิน ถ้าปริมาณการผลิตไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ ท่ามกลางราคาที่ถูกกดดันจากผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสนี้ปรับตัวและพัฒนาสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นแบรนด์สัญชาติไทยให้เข้มแข็ง  เพื่อทำตลาดส่งออกแทนที่กลุ่มผู้ผลิตแบรนด์ชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย  รวมทั้งการให้การสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม หรือซอฟท์แวร์ใหม่ๆจ เพื่อนำไปปรับใช้กับการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์อย่างจริงจังจากภาครัฐ  จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาตลาดส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ในสหรัฐไว้ได้ต่อเนื่อง ไปจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกระรอก 



ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ :

แท็กบทความ

อุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐ
ส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์
สงครามการค้าจีนสหรัฐ
ผู้บริโภคสหรัฐ
Millennials