ดาวอังคารทำไมมีสีแดง ไขความลับที่แท้จริงแบบละเอียด เชื่อมโยงร่องรอยน้ำและสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

ดาวอังคาร มีอีกชื่อว่าดาวแดง (Red planet) เนื่องจากมีสีแดงหรือสีของเลือด ซึ่งเป็นของเทพแห่งสงคราม แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้วสีแดงของดาวอังคาร มันมาได้อย่างไร ในขณะที่ความเข้าใจเดิมของนักวิทยาศาสตร์นั้นเชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์แดงได้ด้วยสนิมที่เกิดขึ้นหลังจากน้ำได้เหือดแห้งไปจากดาวอังคารจนหมด แต่งานวิจัยใหม่กลับบ่งชี้ในทิศทางที่ตรงกันข้ามแทน

ดาวอังคารทำไมมีสีแดง ไขความลับที่แท้จริงแบบละเอียด เชื่อมโยงร่องรอยน้ำและสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

สรุปข่าว

เปิดความลับดาวอังคาร กับข้อมูลใหม่ว่าทำไมดาวอังคารถึงมีสีแดง เชื่อมโยงสู่การค้นหาและทำความเข้าใจร่องรอยของน้ำและสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

ข้อมูลดาวอังคารที่นักวิทย์เคยเข้าใจมาก่อน

อ้างอิงข้อมูลขององค์การบริหารการบินและอวกาศ (NASA) ได้อธิบายว่า ดาวอังคาร (Mars) เป็นดาวที่ตั้งชื่อตามเทพสงครามของโรมัน เพราะภาพถ่ายของดาวปรากฏให้เห็นว่าส่วนใหญ่แล้วพื้นที่ของดาวเป็นสีแดง ซึ่งเชื่อว่าเป็นสีของเลือด ที่เป็นสัญลักษณ์ของสงคราม ส่วนในแง่วิทยาศาสตร์ก็ยังเรียกดาวอังคารว่าเป็น "ดาวแดง" จากสีของฝุ่นผงเหล็กสีแดง ที่ปกคลุมไปทั่วดาวอังคาร

อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีในปัจจุบัน อาจจะต้องเกิดการปรับปรุงครั้งใหญ่ เพราะมีงานวิจัยใหม่ จากกลุ่มนักวิจัยที่นำโดย อลัน วาเลนตินาส (Adomas Valantinas) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) ในสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ข้อมูลขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency: ESA) มาอธิบายสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมดาวดวงนี้กลายเป็นสีแดง 

กระบวนการที่ทำให้ดาวอังคารกลายเป็นดาวสีแดง

เดิมทีนักวิจัยเชื่อว่าฝุ่นสนิมบนดาวอังคาร หรือก็คือ "แร่ฮีมาไทต์ (Hematite)" หรือเรียกอีกชื่อว่า "แร่เหล็กแดง" เกิดขึ้นมาจากปัจจัยความดันของแผ่นเปลือกดาวอังคาร หลังจากที่น้ำเหือดหายไปจากดาวอังคารหมดแล้ว แต่งานวิจัยดังกล่าวชี้ว่าเกิดจากปฏิกิริยาที่เหล็กในดาวอังคารกับออกซิเจน ซึ่งเป็นหลักฐานอีกอย่างที่บ่งชี้ว่า ในอดีตเมื่อ 4 พันล้านปีก่อนนั้นเคยมีน้ำในระบบนิเวศของดาวอังคาร 

งานวิจัยนี้ระบุว่า เดิมทีเมื่อราว 4 พันล้านปีก่อน บนดาวอังคารอาจจะมีเขา มีหินเทา ๆ และน้ำปกคลุม เป็นดินแดนที่ชื้นแฉะ และน้ำในดาวอังคารรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงน้ำในอากาศ ได้ทำปฏิกิริยากับเหล็กซึ่งเรียกว่า "ปฏิกิริยาออกซิเดชัน" จนกลายเป็นหินสนิมตามพื้นผิวดาวอังคาร จากนั้นหินที่เป็นสนิมก็ไหลไปตามแม่น้ำ และทะเล ที่เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่บนดาว

และไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร แต่น้ำและอากาศ ได้หายไปจากระบบนิเวศของดาวอังคาร จนเหลือเพียงแต่หินที่เป็นสนิมเท่านั้น ซึ่งค่อย ๆ แตกสลายกลายเป็นฝุ่นผงไปตามกาลเวลา และลอยไปปกคลุมทั่วดาวอังคาร แบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน


นักวิจัยรู้ได้อย่างไรว่า สีแดงของดาวอังคาร มีที่มาอย่างไร?

ส่วนวิธีการวิจัยจนได้ข้อสรุปตามที่ระบุนั้น ใช้ข้อมูลจากยานอวกาศสำรวจที่โคจรรอบ ๆ ดาวอังคาร โดยเฉพาะยานติดตามแก๊สบนดาวอังคาร (Trace Gas Orbiter) ของ ESA รวมถึงยานสำรวจ (Rovers) ที่ทำงานบนดาวอังคารซึ่งเก็บตัวอย่างแล้วส่งข้อมูลกลับมาโลก ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนอกจากจะนำมาวิเคราะห์ทางเคมีแล้ว ยังดูองค์ประกอบทางเคมี ก่อนที่จะจำลองขึ้นมาใหม่อีกครั้งบนโลกโดยให้มีสภาพที่ใกล้เคียงที่สุด 

โดยฝุ่นดาวอังคารตามข้อมูลของงานวิจัยนี้มีชื่อว่า เฟอริไฮไดรต์ (Ferrihydrite) ซึ่งบนโลกจะพบได้ตามแม่น้ำที่มี เหล็ก (Fe) ปะปนในสัดส่วนที่สูงจนมีสีแดง หรือแหล่งน้ำและชั้นดินในเหมืองแร่ที่มีการขุดแร่ขึ้นมาทำให้แร่เหล็กปะปนที่ผิวดิน

ส่วนบนดาวอังคาร เฟอริไฮไดรต์ (Ferrihydrite) มีรากฐานมาจาก หินบะซอลต์ (Basalt) หรือหินภูเขาไฟบนดาวอังคาร โดยองค์ประกอบทางเคมีและสูตรเคมีที่ค้นพบยังช่วยสนับสนุนหลักการว่า ฝุ่นดาวอังคารเกิดขึ้นตั้งแต่ดาวอังคารยังมีสภาพชื้นแฉะ และมีน้ำเต็มดาวด้วยเช่นกัน

นักวิจัยเชื่อว่า การค้นพบดังกล่าว แม้จะไม่ได้เขย่าข้อเท็จจริงที่ว่าดาวอังคารมีสีแดง แต่การรู้รากฐานที่มาของสีแดงที่ลึกซึ้งมากขึ้น จะช่วยให้เข้าใจอดีตของดาวอังคาร โดยเฉพาะการมีอยู่ของน้ำบนดาว ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งกุญแจสู่การค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารและนอกโลกได้ต่อไป โดยงานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสารเนเชอร์ (Nature) เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา


ที่มาข้อมูล : ESA, Science Alert, กรมทรัพยากรธรณี, NASA

ที่มารูปภาพ : ESA

avatar

Thanaboon Soasawang