

สรุปข่าว
แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขญี่ปุ่น เฝ้าติดตามโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย ‘สเตรปโตคอคคัส ชนิดเอ’ ซึ่งคาดว่าอาจเป็นผลจากการผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด 19
เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ไม่ใช่เชื้ออุบัติใหม่ มีหลายสายพันธุ์ อาการของโรคมีได้หลายรูปแบบตั้งแต่อาการน้อยไปจนถึงมาก และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ในระบบเฝ้าระวังของประเทศไทย เรียกโรคนี้ว่า ‘โรคไข้อีดำอีแดง หรือ Scarlet fever’ ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558
โรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนโดยการใกล้ชิดและหายใจรับละอองฝอยของเสมหะ น้ำมูก น้ำลายที่มีเชื้อ หรือละอองเชื้อโรคสัมผัสกับตา จมูก ปาก หรือ สัมผัสผ่านมือ สิ่งของเครื่องใช้ เช่น จาน ชาม แก้วน้ำ เป็นต้น โดยสามารถเกิดได้ทุกช่วงอายุ แต่มักเป็นในเด็กวัยเรียน ดังนั้น กลุ่มเสี่ยงของโรคจะเป็นเด็กวัยเรียนอายุ 5-15 ปี ที่อยู่รวมกันจำนวนมาก เช่นในโรงเรียน หรือศูนย์เด็กเล็ก หรือคนที่สัมผัสหรือคลุกคลีกับผู้ป่วย
ทั้งนี้ เชื้อแบคทีเรีย ‘สเตรปโตคอคคัส ชนิดเอ’ ทำให้เกิดการติดเชื้อของคอหอย ต่อมทอนซิล และระบบทางเดินหายใจ อาการที่พบ คือ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ไข้ และอาจมีผื่นนูนสากๆตามร่างกาย (จากเชื้อสร้างสารพิษ) สัมผัสแล้วมีลักษณะคล้ายกระดาษทราย นอกจากนี้ อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้ด้วย
จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี 2562 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2567 พบผู้ป่วย 4,989 ราย ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต สำหรับในปีนี้ 2567 ยังไม่พบรายงานผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนเน้นมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอย่างเคร่งครัด ขอแนะนำประชาชน หากมีไข้ เจ็บคอ ร่วมกับมีผื่นสากนูน หรือตุ่มหนองที่ผิวหนัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย รักษา และแยกโรคอย่างถูกต้อง การเดินทางไปต่างประเทศ ยังคงต้องรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
ภาพจาก: AFP
ที่มาข้อมูล : -