ยกฟ้อง! 6ตำรวจฆ่าอำพรางแขวนคอโจ๋ปี47

14:18 11 ตุลาคม 2561 495
ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง6ตำรวจร่วมกันฆ่าหนุ่มกาฬสินธุ์วัย17ปีเมื่อปี47 เหตุพยานมีปากเดียวและไม่ใช่ประจักษ์พยาน

 

วันนี้ ( 11 ต.ค.61) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัว ด.ต.อังคาร คำมูลนา, ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง และ ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ จากเรือนจำบางขวางมายังศาลอาญา ส่วน พ.ต.ท.สำเภา อินดี และพ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต หลังได้รับการประกันตัวก็ได้เดินทางมาศาลเช่นกัน เพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาใน คดีฆ่าแขวนคอ นายเกียรติศักดิ์ อายุ 17 ปี หมายเลขดำ อ.3252/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนายกิตติศัพท์ บิดาผู้เสียชีวิต ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ด.ต.อังคาร คำมูลนา อายุ 54 ปี ,ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง อายุ 49 ปี

 

ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ อายุ 48 ปี ,พ.ต.ท.สำเภา อินดี อายุ 57 ปี อดีต สวป.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ,พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อายุ 68 ปี อดีต ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และ พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต อายุ 51 ปี อดีตรอง ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐาน "ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ" ยกเว้น พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ จำเลยที่ 5 ที่ศาลเคยออกหมายจับไว้ไม่เดินทางศาล มีเพียงทนายความเดินทางมาฟังคำพิพากษา

 

ทั้งนี้ จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 22-23 ก.ค. 2547 จำเลยที่ 1-3 และจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกันฆ่า นายเกียรติศักดิ์ อายุ 17 ปี ผู้ต้องหาคดีลักรถ จยย. ขณะนำตัวออกจาก สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ด้วยการบีบรัดคอจนเสียชีวิต ก่อนนำศพไปอำพรางคดีด้วยการแขวนคอ คดีนี้ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ศาลได้ออกหมายจับ พ.ต.อ.มนตรี พร้อมปรับนายประกัน 1 ล้านบาท เนื่องจาก พ.ต.อ.มนตรี ไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ที่ ห้องพิจารณาคดี 902

 

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2555 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย ส่วนจำเลยที่ 6 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ขณะที่จำเลยที่ 5 ลงโทษจำคุก 7 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4

 

ต่อมาอัยการโจทก์, โจทก์ร่วม และจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 มีประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 50 ปี และพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4 ไว้ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 5-6 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 7 ปีนั้น เห็นว่าหนักเกินไป จึงพิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5-6 ไว้คนละ 5 ปี

 

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานว่าจำเลยฆ่าผู้ตาย มีเพียงพยานปากเดียว ที่ให้การว่าเห็นจำเลยที่ 1 ถึง 3 นำผู้ตายออกไปจากห้องสอบสวน ดังนั้นการรับฟังพยานต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง คำให้การของพยาน เป็นพิรุธ ไม่มีน้ำหนัก น่าเชื่อถือว่าจำเลยที่ 1 - 3 ทำร้ายร่างกายผู้ตาย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งหมด จึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน โดยจำเลยที่ 1 ถึง 3 ยกฟ้องในข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังซัอนเร้น ส่วนจำเลยที่ 4 - 6 ยกฟ้องในข้อหา เป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

ด้าน นางพิกุล อาของผู้เสียชีวิต และนายรัษฎา ทนายความ เปิดเผยว่า ยอมรับคำตัดสินแต่ไม่เห็นพ้องด้วย แม้ศาลฎีกาจะพิพากษาตัดสินแล้ว แต่ตำรวจจะต้องสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี เพราะคนร้ายยังลอยนวลอยู่ นอกจากนี้ยังพบว่าในจังหวัดกาฬสินธุ์ ปี 2646 - 2547 มีเหยื่อที่ถูกฆ่าแต่ไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ถึง 20 ราย ในนั้นมี 3 รายที่ถูกฆ่าแขวนคอเหมือนกับนายเกียรติศักดิ์  ผู้ตายในคดีนี้ โดยก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ประหารชีวิต ดาบตำรวจอังคาร คำมูลนา ดาบตำรวจพรรณศิลป์ อุปนันท์ จำเลยที่ 1 และ 3 พิพากษาให้จำคุก 50 ปี ดาบตำรวจสุดธินันท์ โนนทิง จำเลยที่ 2, พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต พันตำรวจโทสำเภา อินดี จำเลยที่ 4, พิพากษาให้จำคุก พันตำรวจเอกมนตรี ศรีบุญลือ จำเลยที่ 5 และ พันตำรวจโทสุมิตร นันท์สถิต จำเลยที่ 6 คนละ 5 ปี

 

โดยการนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ จำเลยที่ 5 ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา เหมือนครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา โดยไม่ได้แจ้งสาเหตุ ซึ่งทนายความอ้างว่าติดต่อไม่ได้ เนื่องจากโทรศัพท์มือถือปิดเครื่องตลอดเวลา ศาลจึงเห็นว่าจำเลยที่ 5 มีพฤติการหลบหนี จึงออกหมายจับ และให้นายประกันมาชำระค่าปรับ 1 ล้านบาท เป็นผลให้คดีต้องเลื่อนมาฟังคำพิพากษาในวันนี้