เครือข่ายคนรักสัตว์ ห่วงช่องโหว่ขึ้นทะเบียน'สุนัข-แมว'

13:58 11 ตุลาคม 2561 1,818
สมาคมพิทักษ์สัตว์ไทยเห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ป้องกันทารุณสัตว์ฯ แต่ยังมีช่องโหว่ที่สมควรต้องแก้ไขปรับปรุง

 

วันนี้( 11 ต.ค.61) หลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรม และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. โดยแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อให้กำหนดต้องให้เจ้าของสัตว์นำสัตว์ไปขึ้นทะเบียน เพื่อป้องกันการหรือปล่อยออกมาเป็นปัญหาสังคม ป้องกัน ทารุณกรรม โดยการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงโดยเน้นไปที่สุนัขและแมว จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ450บาท ต่อสัตว์เลี้ยง 1 ตัว ประกอบด้วย ค่าคำร้องขอขึ้นทะเบียน ฉบับละ 50 บาท , ค่าสมุดประจำตัวสัตว์ 100 บาท , ค่าเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ตัวละ 300 บาท เมื่อกฏหมายมีผลบังคับใช้ หากเจ้าของไม่ดำเนินการ จะมีโทษปรับไม่เกิน 25,000 บาท โดยรายได้จากการเปรียบเทียบปรับจะเป็นรายได้ของท้องถิ่น

 

ด้านนายโรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า การขึ้นทะเบียนสัตว์มีข้อดี ช่วยป้องกันปัญหาการทอดทิ้งสัตว์เลี้ยงได้ และเห็นด้วยว่าควรมีการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง แต่มองว่าร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวยังมีช่องโหว่ที่สมควรต้องแก้ไขปรับปรุง เพราะการขึ้นทะเบียนสัตว์ต้องไม่พิจารณาเฉพาะในสุนัขและแมวเท่านั้น นอกจากนี้ ควรทบทวนการให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท.ในการดำเนินการขึ้นทะเบียนสัตว์ ซึ่งอาจไม่มีความพร้อม และสร้างความลักลั่นของแนวปฏิบัติในแต่ละพื้นที่เป็นปัญหากรณีการนำสัตว์เลี้ยงข้ามเขต 

 

ส่วนประเด็นการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต้องคำนึงถึงปลายทางของงบประมาณ และการใช้ประโยชน์งบ ไม่ให้เป็นช่องทางการทุจริตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงจะมีผลกระทบกับผู้เลี้ยงสุนัขและแมวไม่มากนัก เนื่องจากคนรักสัตว์มีความพร้อมในการรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง แต่จะมีปัญหาในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์ ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น อาจทำให้เกิดการทอดทิ้งสัตว์มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เรตการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ยังเป็นเพียงตัวอย่างที่กรมปสุสัตว์เสนอ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ในขั้นการพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ขั้นตอนดังกล่าวควรเปิดให้ประชาชนและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นถึงการปรับแก้ให้เนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีความเหมาะสม เพราะขณะนี้เห็นชัดแล้วว่ามีประชาชนไม่เห็นด้วย ไม่ควรยึดถือเฉพาะผลการประชาพิจารณ์ในเว็บไซต์ที่ประชาชนเข้าไม่ถึง