ดาวโจนส์ดิ่งฮวบ831.83จุด วิตกเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย

08:47 11 ตุลาคม 2561 1,537
ดาวโจนส์ปิดที่ 25,598.74 จุด ดิ่งลง 831.83 จุด ร่วงลงสุดในรอบปีหลังวิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่พุ่งขึ้น ด้านน้ำมันดิบร่วงลง 1.79 ดอลลาร์ ปิดที่ 73.17 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

วันนี้ (11 ต.ค. 61) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักเมื่อคืนนี้ (10 ต.ค.) โดยทั้งดาวโจนส์และ S&P500 ต่างดิ่งลงหนักสุดนับตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่พุ่งขึ้นหลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ซึ่งบ่งชี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเร่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ดัชนี Nasdaq ทรุดตัวลงกว่า 300 จุด จากแรงฉุดของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,598.74 จุด ดิ่งลง 831.83 จุด หรือ -3.15% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,785.68 จุด ลดลง 94.66 จุด หรือ -3.29% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,422.05 จุด ร่วงลง 315.97 จุด หรือ -4.08%

 

ตลาดหุ้นนิวยอร์กดิ่งลงอย่างหนักหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯพุ่งขึ้น ภายหลังจากทางการสหรัฐฯเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือน โดยเมื่อเวลา 20.04 น.ตามเวลาไทยเมื่อคืนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 3.241% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.401%

 

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (PPI) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหาร, พลังงาน และภาคบริการ พุ่งขึ้น 0.4% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.

 

ด้านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปีถือเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก รวมถึงอัตราดอกเบี้ยจำนองของสหรัฐฯ ซึ่งหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นจะทำให้ผู้บริโภคมีเงินสำหรับการใช้จ่ายลดน้อยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินกู้จำนองเพิ่มมากขึ้น และบริษัทต่างๆจะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการชำระหนี้ จึงทำให้บริษัทเหล่านี้ลดการลงทุน และลดการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน โดยความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยได้ฉุดหุ้นกลุ่มต่างๆร่วงลงเป็นวงกว้าง โดยหุ้นกลุ่มสินค้าผู้บริโภคร่วงลง ซึ่งรวมถึงหุ้นไทสัน ฟู้ดส์ ดิ่งลง 2.5% หุ้นพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) ลดลง 0.9% หุ้นเป๊ปซี่โค ลดลง 0.7% หุ้นโคคา-โคลา ร่วงลง 1.6% หุ้นจอห์สัน แอนด์ จอห์นสัน ลดลง 1.1% และหุ้นไนกี้ ดิ่งลง 6.8%

 

ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (CPI) เดือนก.ย.ของสหรัฐฯในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI เดือนก.ย.จะเพิ่มขึ้น 0.2% โดยหากตัวเลข CPI ดีดตัวขึ้นมากกว่าระดับ 0.2% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ก็จะเป็นปัจจัยหนุนการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ราคานำเข้าและส่งออกเดือนก.ย., ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนต.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

 

ด้านสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 2% เมื่อคืนนี้ (10 ต.ค.) โดยได้รับปัจจัยกดดันจากตลาดหุ้นสหรัฐที่ดิ่งลงอย่างหนัก อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนจับตาต่อผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคน "ไมเคิล" รวมทั้งมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. ร่วงลง 1.79 ดอลลาร์ หรือ 2.4% ปิดที่ 73.17 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย.ปีนี้ ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 1.91 ดอลลาร์ หรือเกือบ 2.3% ปิดที่ 83.09 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบร่วงลงเนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับตลาดหุ้นสหรัฐที่ดิ่งลงอย่างหนักเมื่อคืนนี้ หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นสู่ระดับ 3.241% เมื่อคืนนี้ ภายหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหาร, พลังงาน และภาคบริการ พุ่งขึ้น 0.4% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.

 

โดยนักลงทุนจับตาผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนไมเคิลซึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้รัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ และทำให้มีการปิดการผลิตน้ำมันเกือบ 40% ในอ่าวเม็กซิโก พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์การคว่ำบาตรอิหร่านอย่างใกล้ชิด หลังจากสหรัฐเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ระงับการซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านโดยสิ้นเชิงภายในวันที่ 4 พ.ย. มิฉะนั้นจะถูกสหรัฐทำการคว่ำบาตร

 

อย่างไรก็ตาม วันที่ 4 พ.ย.ถือเป็นวันครบกำหนด 180 วันนับจากวันที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านในเดือนพ.ค. และจะทำให้ปธน.ทรัมป์สามารถออกคำสั่งคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหม่

 

ขณะที่นายบ็อบ ดัดลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทบีพี กล่าวเตือนว่า ภาวะไม่แน่นอนเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันของอิหร่านก่อนที่สหรัฐจะออกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านในวันที่ 4 พ.ย. จะสร้างความผันผวนครั้งใหญ่ต่อราคาน้ำมัน

 

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ของสหรัฐ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) มีกำหนดเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์ในโพลล์สำรวจของเอสแอนด์พี โกลบอล แพลทส์ คาดการณ์ว่า สต็อกน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้น 1.61 ล้านบาร์รเล ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 5 ต.ค. ขณะที่สต็อกน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้น 422,000 บาร์เรล และคาดว่าสต็อกน้ำมันกลั่นจะลดลง 1.71 ล้านบาร์เรล