IMFปรับลดการขยายตัวศก.โลก ฉุดดาวโจนส์ร่วง56.21จุด

08:31 10 ตุลาคม 2561 555
ดาวโจนส์ปิดที่ 26,430.57 จุด ลดลง 56.21 จุด นักลงทุนวิตกกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หลัง IMFปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ด้านน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเพิ่มขึ้น 67 เซนต์ ปิดที่ 74.96 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

วันนี้ (10 ต.ค. 61) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (9 ต.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2561 อีกทั้งปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐฯและจีนในปี 2562 อันเนื่องมาจากผลกระทบของสงครามการค้า อย่างไรก็ตามดัชนี Nasdaq ดีดตัวขึ้นปิดในแดนบวกเป็นวันแรกในรอบ 4 วันทำการ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังคงเคลื่อนไหวในระดับที่สูงมาก

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,430.57 จุด ลดลง 56.21 จุด หรือ -0.21% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,880.34 จุด ลดลง 4.09 จุด หรือ -0.14% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,738.02 จุด เพิ่มขึ้น 2.07 จุด หรือ +0.03% ขณะที่ภาวะการซื้อขายในตลาดหุนนิวยอร์กเป็นไปอย่างซบเซา ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หลังจาก IMF ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2561 ลง 0.2% สู่ระดับ 3.7% และคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2562 จะขยายตัวที่ระดับ 3.7% เช่นเดียวกัน

 

นอกจากนี้ IMF ยังได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในปี 2562 ลง 0.2% สู่ระดับ 2.5% และปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2562 ลง 0.2% สู่ระดับ 6.2% อันเนื่องมาจากผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

 

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับข้อพิพาทด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนอีก 2.67 แสนล้านดอลลาร์ ถ้าหากจีนได้ทำการตอบโต้ต่อการเรียกเก็บภาษีก่อนหน้านี้ของสหรัฐฯ โดยทรัมป์กล่าวว่าภาวะการค้าที่ไม่สมดุลระหว่างสหรัฐและจีนเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าจีนได้ทำการตอบโต้สหรัฐแล้ว พร้อมระบุว่า จีนไม่พร้อมที่จะบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ

 

ขณะที่สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนก.ย., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์,อัตราเงินเฟ้อเดือนก.ย.,ราคานำเข้าและส่งออกเดือนก.ย.,ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนต.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

 

ด้านสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้น 0.9% เมื่อคืนนี้ (9 ต.ค.) หลังจากมีรายงานว่า อิหร่านเริ่มลดการส่งออกน้ำมันก่อนที่สหรัฐฯจะทำการคว่ำบาตรครั้งใหม่ในเดือนหน้า นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้แรงหนุนจากข่าวการปิดแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก อันเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของพายุเฮอร์ริเคน “ไมเคิล”

 

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 67 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 74.96 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 1.09 ดอลลาร์ หรือ 1.3% ปิดที่ 85.00 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นหลังจากมีรายงานว่า อิหร่านส่งออกน้ำมันลดลงสู่ระดับ 1.1 ล้านบาร์เรล/วันในสัปดาห์แรกของเดือนต.ค. หลังจากที่ก่อนหน้านี้ การส่งออกน้ำมันของอิหร่านได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ซื้อน้ำมันพากันลดคำสั่งซื้อน้ำมันจากอิหร่าน อันเนื่องมาจากการที่สหรัฐฯเรียกร้องให้ประเทศต่างๆระงับการซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านโดยสิ้นเชิงภายในวันที่ 4 พ.ย. มิฉะนั้นจะถูกสหรัฐฯทำการคว่ำบาตร โดยวันที่ 4 พ.ย.ถือเป็นวันครบกำหนด 180 วันนับจากวันที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านในเดือนพ.ค. และจะทำให้ปธน.ทรัมป์สามารถออกคำสั่งคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหม่

 

นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังพุ่งขึ้นจากรายงานที่ว่า บริษัทน้ำมันที่ดำเนินการขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกได้ปิดการผลิตน้ำมันราว 20% ขณะที่เฮอร์ริเคนไมเคิลกำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่รัฐฟลอริดา

 

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ของสหรัฐฯ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) มีกำหนดเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันพรุ่งนี้ (11 ต.ค.) ขณะที่นักวิเคราะห์ในโพลล์สำรวจของเอสแอนด์พี โกลบอล แพลทส์ คาดการณ์ว่า สต็อกน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้น 1.61 ล้านบาร์รเล ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 5 ต.ค. ขณะที่สต็อกน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้น 422,000 บาร์เรล และคาดว่าสต็อกน้ำมันกลั่นจะลดลง 1.71 ล้านบาร์เรล